(ลอกจากศิลาจารึกในมหาวิหารเจตมหาเชตวัน ณ สวนมฤคทายวัน ประเทศอินเดีย โดยคณะฑูตไทยที่ไปอันเชิญพระบรมสารีริกธาตุเมื่อปี พ.ศ.2485)


สาธุ อรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นพระสัพพัญญูรู้แจ้งโลกทั้งในอดีตและใน อนาคต ทรงมีเมตตากรุณาแก่สัตว์โลกเป็นล้นพ้นเมื่อครั้งพระองค์ดำรงพระชนม์อยู่ 
ได้ตรัสแก่พระอานนท์ว่า 


อานันทะ ดูก่อนอานนท์ก่อนกึ่งพุทธกาล 15 ปี (ซึ่งก็คือช่วงสงครามโลกครั้งที่1-2 นั่นเอง พระพุทธเจ้าท่านทำนายล่วงหน้าเมื่อ 2,500 ปีที่แล้ว) จะเกิดการณ์ร้ายแรง 
จะมีการรบราฆ่าฟันซึ่งกันและกัน ฝนเหล็กจะตกจากอากาศ ไฟจะลงมาจากอากาศ จะเผาผลาญประชาชนให้พินาศ จะมีการล้มตายซึ่งกันและกันเป็นอันมาก 


ดูก่อนอานนท์ เมื่อศาสนาของของตถาคตล่วงเลยไปก่อนกึ่งพุทธกาล 15 ปี (ซึ่งก็คือช่วงสงครามโลกครั้งที่1-2) สัตว์โลกทั้งหลาย ที่เกิดในยุคนั้น จะพบแต่ความลำบาก 
ทุกชาติทุกศาสนา ตามธรรมชาติอันหมุนเวียนของโลก ที่หมุนไปใกล้ความแตกสลาย แผ่นดินแผ่นน้ำจะลุกเป็นไฟ มนุษย์และสัตว์จะได้ รับภัยพิบัติสารพัดทั่วทุกทิศ คนในสมัยนั้นจะมี
นิสัยโหด ดุจกำเนิดจากสัตว์ป่า อำมหิตจะรบราฆ่าฟันกันเอง ถึงเลือดนองแผ่นดินแผ่นน้ำ ส่วนเวไนยสัตว์ ผู้ขวนขวาย ในกุศลตามวจนะของตถาคตก็จะระงับร้อนไม่รุนแรง บ้านเมืองใด
มีความเคารพยำเกรงใน พระรัตนตรัยและคุณบิดามารดา เหตุร้ายภัยพิบัติจะเบาบางแต่ก็จะหนีกฎธรรมชาติไม่พ้น


แต่ว่า ดูก่อนอานนท์ก่อนกึ่งพุทธกาล 15 ปี จะถือว่าเป็นการณ์ร้ายแรงหาได้ไม่ ทั้งนี้ก็เพราะว่าหลังกึ่งพุทธกาลไปแล้วนั้น

อานันทะ ดูก่อนอานนท์ หลังกึ่งพุทธกาล (ซึ่งก็คือช่วงหลัง พ.ศ. 2,500 เป็นต้นไป) จะมีความร้ายแรงมากกว่าก่อนกึ่งพุทธกาลมาก ยักษ์นอกพุทธศาสนาจะรบราฆ่าฟัน
ซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายจะล้มตายกันฝ่ายละมาก ๆ สมณะ ซี พราหมณ์ จะล้มตาย จะตายไปฝ่ายละครึ่งจึงเลิกรากัน สำหรับประเทศที่นับถือพุทธศาสนาจะมีภัยเหมือนกัน แต่ไม่ร้ายแรงนัก


เริ่มแต่พุทธศาสนาล่วงเลย 2,500 ปี เป็นต้นไป (ซึ่งก็คือช่วงหลัง พ.ศ. 2,500 เป็นต้นไป) ไฟจะรุกรามมาทางทิศตะวันออก ไหม้วัดวาอาราม สมชีพรามณ์จะอดอยาก
ยากเข็ญ ลูกไฟจะตกจากฟ้าเป็นเพลิงผลาญ เหล็กกล้าจะทะยานจากน้ำ มหาสมุทธจะชอกซ้ำ สงครามจากทั่วทิศศึกจะติดเมือง ข้าวจะขาดแคลนทั่วแคล้นจะอดอยาก ผีโขมดป่าจะเข้าเมือง 
พระเสื้อเมือง ทรงเมือง จะหนีเข้าไพร ผู้เป็นใหญ่มีอำนาจ จะเรียกแมลงผีเสื้อเหล็กนับแสนตัว มาปล่อยไข่เป็นไฟผลาญ ยักษ์หินที่ถูกสาบเป็นเวลานาน จะตื่นขึ้นมาอาละวาทโลก ดินฟ้าอากาศ
จะแปรปรวน ตลิ่งจะพัง แผ่นดินจะถล่มเป็นทะเลโลกมนุษย์จะดิ่งสู่ความหายนะ นักปราชญ์จะถูกทำร้ายให้สิ้นสูญ ในระยะนั้นศาสนาของตถาคตจะเสื่อมลงมาก เพราะพุทธบริษัท
ไม่ต้องอยู่ในศีลธรรม เชื่อคำคนโกง กล่าวคำเท็จ ไม่เคารพรักธรรมนิยม คนประจบ สอพลอได้รับความเชื่อถือในสังคม ผู้ที่มีศีลธรรม ประพฤติดี ประพฤติชอบ กลับไม่มีใครเคารพยำเกรง 


พระธรรมจะเริ่มเปล่งรัศมีฉายแสงส่องโลกอีกวาระหนึ่งก็ต่อเมื่อ มีธรรมิกราชโพธิญาณบังเกิดขึ้น อยู่ในความอุปถัมภ์ของพระเถระผู้ทรงธรรมฤทธิ์ ทั้งสองพระองค์สถิตย์ 
ณ เบื้องต้นตะวันออกของมัชฌิมประเทศ จะเสด็จมาเสริมสร้างศาสนาของตถาคต ให้รุ่งเรืองสืบไปถึง 5,000 พระวัสสา 


ดูก่อนอานนท์ เวลานั้นพลโลกเหลือน้อยมาก คำทำนายของตถาคตนี้ ย่อมยังเวไนยสัตว์ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ผู้ใดรู้แล้วไม่เชื่อ 
นับว่าเป็นกรรมของสัตว์ ที่ต้องสิ้นสุดไปตามกรรมชั่วของตน ผู้ใดปรารถนารอดพ้นจากภัยพิบัติ ให้รักษาศิล 5 ประการ เจริญเมตตาภารนา ประกอบสัมมาอาชีพ มีใจสันโดดรู้จักพอ 
ไม่โป้ปดคตโกง ไม่หลงมัวเมาอำนาจและลาภยศ ตั้งใจปฏิบัติตน ตามคำสอนของตถาคตให้มั่นคง จึงจะพ้นอันตรายในกึ่งพุทธกาล "


*ในไม่ช้านี้โลกของเราอาจจะกำลังเผชิญกับ สงคราม หรือ ภัยพิบัติครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งต้องร้ายแรงกว่าสงครามโลกครั้งที่1-2 เป็นแน่ เพราะคำทำนายของพระพุทธเจ้า 
ไม่เป็นอื่นแน่นอน ไหนจะปัญหาเรื่องนิวเคลียร์ในอิหร่าน และเกาหลีเหนือ ไหนจะปัญหาเรื่องโลกร้อน น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นมากอย่างน่าตกใจ หมู่เกาะจำนวนมากจมอยู่
ใต้ทะเลไปแล้ว ชายฝั่งหลายๆประเทศโดนน้ำทะเลกัดเซาะลึกเข้ามาในแผ่นดินยาวนับสิบๆกิโลเมตร พายุที่รุนแรงขึ้นและมาถี่ขึ้น แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นบ่อยผิดปกติ สึนามิ การเกยตื้นของปลาวาฬ
และโลมาถี่ขึ้น (อาจจะมีความผิดปกติใต้ท้องทะเล เช่น เปลือกแผ่นดินเคลื่อน) นกแพนกวินตายพร้อมๆกัน 1,500 ตัวที่ประเทศชิลี (อาจจะมีความผิดปกติของอากาศที่ร้อนขึ้น) ฯลฯ 
มันช่างมาตรงกับคำทำนายอย่างไม่น่าเชื่อ* 


"สงครามหรือภัยพิบัติครั้งยิ่งใหญ่ ที่กำลังจะมาถึงในยุคนี้ จากการที่ผมได้ศึกษาและรวบรวมคำทำนายของคำภีร์ต่างๆ และคำภีร์ในศาสนาอื่นๆ พอจะประมวลเวลา
ที่จะเกิดได้คร่าวๆ ซึ่งอาจจะคลาดเคลื่อนได้เล็กน้อย แต่อย่างไรก็ตาม พอจะสรุปได้ว่าเหตุการน่าจะเกิดขึ้นไม่เกิน พ.ศ. 2560 เป็นแน่แท้"






*สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้เห็นวันโลกาวินาศ* (พระอรหันต์จี้กง)

ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่จะได้นำมาให้อ่านต่อไปนี้ ได้มาจากหนังสือเรื่อง “ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้เห็นวันโลกาวินาศ ” ซึ่งท่านผู้ใช้นามปากกาว่า “ศุภนิมิต” 
ได้เรียบเรียงจากต้นฉบับที่เป็นภาษาจีนอีกทีหนึ่ง สาระของเรื่องได้ถ่ายทอดจากการรับรู้ของเด็กหญิงผู้วิเศษชื่อ “เทียนไฉ” ที่ประเทศมาเลเซีย
โดยการประทับทรงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และจากการถอดจิตขึ้นไปสู่โลกเบื้องบนไปรู้ไปเห็นมาหลายครั้งหลายหนของเธอดังนี้
 



เจ็ดเจ็ดสี่สิบเก้า: วันที่ฟ้าดินมืดมิด 

1. ก่อนหน้า “ เจ็ดเจ็ดสี่สิบเก้า ” วันฟ้าดินมืดมิดสองสามวัน บรรยาการของโลกดูสงบเงียบไปทั่ว เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ความเงียบสงัด
ก่อนพายุฝนจะกระหน่ำมักเป็นความเงียบที่น่ากลัวเสมอ แล้วทันใดนั้นท้องฟ้าก็เปลี่ยนจากสีฟ้าสว่างเป็นแดงฉานและกลายเป็นสีเทาขาว 
จนกระทั่งมืดมิดลง ลมมหาประลัยทำลายสิ่งปลูกสร้าง คน และ สัตว์ทั้งหมดให้กลายเป็นจุณมหาจุณในพริบตา 

2. โลกทั้งโลกตกอยู่ในความืดมิด จนมองไม่เห็นสิ่งใดเลย ไม่มีแสงสว่างจากดวงไฟใดๆ ทั้งสิ้น พลังงานไฟฟ้าจากเครื่องมือวิทยาศาสตร์ทุกอย่าง
ใช้การไม่ได้ผล ต่อจากนั้นก็เกิดพายุและลมฝน เสียงฟ้าร้องและสายฟ้าฟาดไม่ขาดสาย ห่าฝนเมฆสีแดงจะเทลงมาจากฟากฟ้า โลกจะตกอยู่ใน
ความมืดมิดของรัตติกาล นานถึงสี่สิบเก้าวัน 

3. มีเพียงโคมไฟสามดวงในพุทธสถานเท่านั้นที่ให้แสงสว่างได้ รอบนอกสถานธรรม ได้ถูกห่อหุ้มปกป้องด้วยรัศมีสีม่วงโดยทั่ว เมื่อนั้นคนที่บำเพ็ญ
โดยแท้จริง และคนดีที่ยังไม่ได้รับการถ่ายทอดวิถีธรรม ก็จะได้รับการดลใจ ชักนำให้เข้ามาหลบภัยในพุทธสถาน ในที่นั้น หากมีธรรมอธิการผู้อาวุโส 
(เฉียนเหยิน) หรืออาจารย์ผู้ถ่ายทอดธรรมอยู่ด้วยก็อาจจะช่วยชี้ธรรมให้คนเหล่านั้น คนที่มีกุศลบารมีสูงก็จะรู้แจ้งในทันที และนั่นอาจจะเป็นแสงอาทิตย์
ลำสุดท้ายที่จะโปรดสัตว์ในธรรมกาลยุคขาวก็ว่าได้ คนที่ไม่เคยร่วมบุญกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์องค์ใดมาก่อนเลย เกรงว่าจะต้องตายด้วยภัยพิบัติทันทีเลยทีเดียว 
ถึงแม้จะรอดพ้นไปได้แต่วิถีอนุตตรธรรมก็สิ้นสุดวาระการถ่ายทอดเสียแล้ว 

4. ส่งเสริมให้ญาติธรรมทั้งหลาย สร้างพุทธสถานกันให้มาก ๆ แม้จะมีไว้เพียงเพื่อตนเองจะได้กราบไหว้เช้าเย็นก็ยังดี เพื่อให้ทุกบ้านเป็นสถานแห่งพุทธ 
สมดังพุทธปณิธานโดยเร็ว เมื่อถึง “วันสุดท้ายฯ” พุทธสถานจะได้เป็นที่หลบภัยของสาธารณชนให้มาก ๆ เพราะพุทธสถานจะเป็นเสมือน “เมืองในม่านเมฆ” 
สำหรับผู้ใฝ่ธรรม 

5. สภาพโลกภายนอกของพุทธสถาน คือ ภูเขาถล่ม แผ่นดินแยก เจ้ากรรมนายเวรของคนทั้งหลายที่เป็นหนี้ติดค้างกันมาถึงหกหมื่นปีมาแล้ว จะลุกฮือกัน
ออกมาเอาชีวิต วิญญาณทวงหนี้กัน แม้ผู้คนจะพ้นจากมหันตภัย แต่ก็อาจต้องตายด้วยเจ้ากรรมนายเวร สภาพนั้นจึงเป็นมหาโหด มหาวิปโยค เสียงร่ำไห้กู่ร้อง
ครวญคราง เสียงผีสาง เทพพรหม ระงมก้องไปทั่วเป็นที่น่าเวทนายิ่งนัก 

6. เหล่าภูตสางนางไม้ในป่าเขาในบาดาล เหล่าพญามารอสูรทั้งหลายก็จะแปลงกายเป็นพระศรีอาริย์ เป็นพระอวโลกิเตศวรโพธิ์สัตว์กวนอิม เป็นพระอาจารย์จี้กง 
หรือพระอริยเจ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย สำแดงอิทธิปาฎิหาริย์ เรียกลมเรียกฝนเสกหว่านเมล็ดถั่วให้กลายเป็นกองทัพ ฯลฯ จะอวดอ้างศักดานุภาพว่าจะสามารถพา
ผู้คนให้พ้นจากลมมหาประลัย มุ่งคืนไปยังสุทธาวาสเบื้องบนได้ 

สิ่งเหล่านี้มีมาเพื่อหลอกล่อผู้ปฎิบัติธรรมโดยเฉพาะ เมื่อถึงเวลานั้น ให้เราทั้งหลายจงตั้งมั่นอยู่ในศรัทธาจิตอย่างเช่นเดิม อย่าได้โลภ หลงตามไปเป็นอันขาด 
พอขยับใจไขว้เขวแม้เพียงขณะจิตหลงติดตามไป บุญกุศลที่สร้างมาก็จะหมดไป ดังคำที่ว่า “ ใกล้จะบรรลุธรรมยามเที่ยง แต่มาเพลี่ยงพล้ำเสียก่อนเมื่อตอนสาย ” 
จะขึ้นหรือลงจึงอยู่ที่หัวเลี้ยวหัวต่อตรงนี้ ที่แอบอ้างว่าเป็นพระบรรพธรรมาจารย์ มาเก็บงานธรรมอยู่ในขณะนี้นั้น เป็นเพียงมารเล็ก ๆ เท่านั้น ไม่น่าแปลก 

ต่อเมื่อวันที่มหันตภัยเกิดขึ้นแล้วนั่นแหละจะน่ากลัว เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงพระองค์ต่างมุ่งอยู่แต่งาน ช่วยคนให้พ้นจากภัยพิบัติไม่มีเวลาจะมาแสดงอิทธิ
ปาฎิหาริย์ล่อใจใครให้กราบไหว้ได้เช่นนั้น พระพุทธะตรัสไว้ว่า “ แรงแห่งมารหาญกล้ากว่าพุทธะ ” พระอาจารย์จี้กงก็กล่าวว่า “ พระอาจารย์ปลอมมีอิทธิปาฎิหาริย์
แกร่งกล้ากว่า พระอาจารย์จริงเสียอีก หวังว่าหญิงชายทั้งหลายจะได้ร่วมกันบำเพ็ญธรรม อย่าลืม อย่าลืม คนที่บำเพ็ญด้วยความจริงใจ เมื่อถึงเวลานั้นหากจะสงบ
ใจพิจารณาด้วยปัญญา ก็จะเห็นแจ้งว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์จริงหรือปลอม” จะเห็นใบหน้าสีเขียวเขี้ยวโง้งของปีศาจในร่างของพุทธะได้โดยไม่ต้องเทียบเคียง 

7. วันที่ทรมานที่สุด จะมีสองช่วงคือ ช่วงที่หนึ่ง วันที่ 24, 25, 26, ของช่วง “เจ็ดเจ็ดสี่สิบเก้าวัน” เพราช่วงนั้นอาหารที่สะสมไว้จะหมด คนที่กินเจจะยังอดทนต่อ
ความหนาวเหน็บ ส่วนคนที่กินเนื้อสัตว์จะทรมานมาก ช่วงที่สอง ช่วงนี้จะอยู่ระหว่างวันที่ 50 ถึง 70 เพราะสรรพสิ่งทั้งหลายจะถูกเคลือบด้วยพิษของกัมมันตภาพรังสี
ซากศพเกลื่อนกลาด คนเคราะห์ดีที่ยังมีชีวิตอยู่จะยังต้องทำหน้าที่ฝังศพ คนที่กินเจจะมีกำลังอยู่ได้ ส่วนคนที่กินเนื้อสัตว์จะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร ดังนั้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ทั้งหลาย จึงได้ประทานพระโอวาทคำเตือนไว้นานมาแล้วว่า “ หลังจากมหันตภัยกวาดล้างโลกนี้กลายสภาพเป็นตมไปแล้ว จะเหลือแต่พระอรหันต์เดินดินไม่กินเนื้อสัตว์ ” 
เป็นคำเตือนที่ชัดเจนแน่นอนที่สุดทีเดียว 

8. หลังการกวาดล้างแล้ว ก็จะเป็นการสร้างบ้านเมืองใหม่ มนุษย์จะเริ่มเบิกดิถี ด้วยอารยธรรมใหม่ นั่นคือมีคุณธรรมและมีคุณสัมพันธ์ระหว่างกัน เพื่อจดจำบทเรียนที่ได้รับ
จากภัยพิบัติ ปรัชญาความคิดของท่านบรมครูขงจื้อและเมิ่งจื้อ จะเป็นที่เทิดทูนศรัทธาทั่วโลก ความจริงใจรักใคร่ช่วยเหลื่อซึ่งกันและกัน จะเป็นปฎิญญาที่ทุกคนรักษาไว้ร่วมกัน 

9. พระศรีอาริยเมตไตรย จะเสด็จสู่โลกมนุษย์อีกครั้งหนึ่งในศุภวาระนี้ จะทรงเปิดเผยให้เห็นฉากสำคัญอันศักดิ์สิทธิ์ ของพระอรหันต์แห่งธรรมกาลยุคขาวนี้ จะทรงประทาน
อริยฐานะตามลำดับมรรคผลบุญกุศล จากนี้โลกแห่งสันติสุขเยี่ยงสมัยพระเจ้า “เหย่าซุ่น” หรือโลกพระศรีอาริย์ก็ได้เบิกวิถี ณ บัดนี้
 



*สถานที่เกิดเหตุมหันตภัย*
วันที่ 30 มกราคม เวลาเช้า 9.00 น. อันเป็นเวลาฝึกสมาธิ ดรุณีน้อยเอี้ยนอี๋ (เทียนไฉ) ก็ได้ถอดจิตติดตามพระอาจารย์จี้กง ไปดูสถานที่เกิดเหตุมหันตภัยต่อไปดังนี้



ขณะนั้น ลมมหาประลัย โหมมาทั้งสี่ทิศพร้อมกันตึกใหญ่ ๆ ที่ยังมิได้พังทลายทั้งหมด ท่ามกลางแรงระเบิดและแสงไฟโชติช่วงได้พังคลืนลงมาทั้งหมด เสียงดังสนั่นหวั่นไหว แม้แต่ต้นไม้
ขนาดสิบคนโอบรอบ ก็ถอนรากถอนโคน ล้มระเนระนาด ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในสายตาล้วนเป็นสภาพที่น่าเวทนายิ่งนัก แล้วเธอก็ได้เห็นหมู่บ้านใหม่แห่งหนึ่ง ตรงกลางเป็นพุทธสถาน 
บ้านเรือนที่อยู่ในรัศมีโดยรอบหลายร้อยเมตร ถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีม่วงเรืองรอง ผู้คนที่อยู่ในพุทธสถานและภายใต้การห่อหุ้มของแสงสีม่วงพ้นภัยโดยทั่วกัน ส่วนที่อยู่ห่างไกลออกไป
แต่เป็นคนที่มีจิตใจดี ดูเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะดลใจให้เขาวิ่งเข้ามาหลบภัยในพุทธสถานด้วย 

โลกภายนอกมืดมิดไปทั่ว ไม่มีแสงสว่างจากไฟฟ้าหรือดวงไฟจากสิ่งใดเลย สายฟ้าแลบพร้อมกับฟ้าคะนอง หยดน้ำสีแดง ๆ เหมือนสายฝน แต่มิใช่ โกรกลงมาจากฟ้าแต่ละหยดมีน้ำหนัก
เหมือนเศษแก้ว กลิ่นเหม็นเอียนจัด เหมือนยาพิษร้ายแรง มันทะลุผ่านอิฐ หิน ปูน เหล็กกล้าและทุกอย่างแต่ที่น่าอัศจรรย์คือ เมื่อมันหยดลงมาบนรัศมีครอบที่เป็นสีม่วง มันจะสลายตัวหายไป
จนหมดสิ้น ในตำหนักพระมีพระพุทธประทีป 3 ดวง บนแท่นบูชาสาดส่องประกายไฟอยู่สว่างไสว 

ไม่นานต่อมาเธอก็ได้เห็นพื้นดินแยกออกเป็นร่องลึกใหญ่ทั่วไป ผีนรกทั้งหลายกรูกันออกมาจากรอยแยกเหล่านั้น ทุกคนดูกระเหี้ยนกระหือรือ พอเห็นศัตรูคู่อาฆาตลูกหนี้ในชาติก่อนของเขาก็
ฉุดกระชากตัวลงไป ในร่องลึกใต้ดินโดยทันทีโดยไม่มีการพูดจาต่อรองใด ๆ เป็นภาวะที่ผีคร่ำครวญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ร่ำร้องโดยแท้สยองขวัญยิ่งนัก พระอาจารย์จี้กงบอกหนูเอี้ยนอี่ว่า นั่นคือการ
หักล้างบัญชีครั้งใหญ่ ในรอบหกหมื่นปีที่ผ่านมา 

ทันใดนั้น เธอก็เห็นสถานที่แห่งหนึ่ง ถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีม่วงเหมือนกัน แผ่รัศมีรอบวงค่อนข้างมัวหมองเหมือนถ้ำ และเหมือนบ้านเก่า ภายในบริเวณไม่มีแท่นที่บูชาพระ มุมหนึ่งในบริเวณนั้น
มีไหวางเรียงอยู่หลายใบ ไหทุกใบมีฟองเหมือนน้ำและเหมือนน้ำมันผุดขึ้นจนล้นออกมา ฟองเหล่านั้นมีสีแดงเรื่อ ๆ ให้ความรู้สึกที่ไม่สบายใจเลย บนผนังบ้านติดยันต์เต็มไปหมด 
ดูอึมครึมน่ากลัว พระอาจารย์จี้กงบอกว่า ที่นั่นเป็นเมืองในม่านเมฆจอมปลอม เป็นถ้ำมารที่ปีศาจมารร้ายจำแลงไว้ล่อใจคนโลภหลงให้เข้าไปติดกับ ไม่นานนักเธอก็เห็นพระศรีอาริย์ปลอม
ลอยลงมาจากฟากฟ้า หัวเราะร่าร้องเรียกผู้บำเพ็ญอนุตตรธรรมและคนทั้งหลาย ที่ยังไม่ทันได้ไปหลบภัยในพุทธสถานที่แท้จริงว่า ให้ติดตามเรามา เจ้าจะหลบเลี่ยงภัยพิบัติได้ 
อีกทั้งแสดงอิทธิปาฎิหาริย์ให้แสงสีม่วงห่อหุ้มพวกคน ให้พ้นจากการทำลายของฝนพิษได้ 

เท่านั้นยังไม่พอ ยังมาตะโกนเรียกผู้บำเพ็ญธรรมที่หลบภัยอยู่ในตำหนักพระ ภายใต้ครอบแสงสีม่วงให้ตามไป จะได้ยกระดับและมอบหมายตำแหน่งงานธรรมชั้นสูงให้ ใครก็ตามที่หลงเชื่อ
ตามไปในครั้งนี้ ก็จะไม่มีวันได้ผุดได้เกิดอีกต่อไป โดยแท้จริงแล้ว คนที่เข้าพุทธสถานแล้ว ภัยพิบัติมิอาจเข้ามาทำลายได้เลย เมื่อถึงเวลานั้นคนที่บำเพ็ญธรรมจงพึงระวังตัวให้รอบคอบทีเดียว
 



*ภาพเมื่อโลกถูกระเบิดนิวเคลียร์ทำลาย* 

ในหนังสือ “ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้เห็นวันโลกาวินาส ” ศุภนิมิตถอดความไว้ว่า:- เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2531 เวลา 17.10 น. เด็กหญิง “เทียนไฉ” ถอดจิตออกจากร่างติดตาม
พระอรหันต์จี้กงขึ้นไปเหนือเมฆ มองดูภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในภายหน้าสภาพอันน่าเวทนาเมื่อเวลาระเบิดนิวเคลียร์ระเบิดขึ้น มีดังนี้ 

 

ระเบิดนิวเคลียร์ลูกหนึ่ง ได้ยิงไปตกลงยังเมือง ๆ หนึ่ง หัวระเบิดได้ระเบิดขึ้นกลางอากาศเกิดเปลวไฟและแสงสว่างอันแรงกล้า แล้วทันใดนั้นมันก็ทำลายสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่ทั้งหมด
ชั่วพริบตา พร้อมกับเสียงดังกัมปนาทและแรงสะเทือนอย่างรุนแรงจากระเบิด ความกดอากาศเปลี่ยนแปลงทันที คนและสัตว์ทั้งหลายบาดเจ็บและล้มตายลงนับจำนวนไม่ถ้วน 
ทุกหนทุกแห่งเห็นแต่ภาพน่าอนาถ กลุ่มควันที่เหมือนเมฆสีดำรูปดอกเห็ด ขยายตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าสีดำมืด และมีกลิ่นเหม็นอย่างร้ายกาจ อากาศในขณะนั้นให้ความรู้สึกอึดอัด 
เหมือนกำลังจะขาดใจตาย บริเวณที่ได้รับความเสียหายกว้างไกลออกไปถึงร้อยกว่ากิโลเมตร 

ส่วนกัมมันตภาพรังสีนั้น ครอบคลุมไปไกลถึงหลายร้อยกิโลเมตร คนที่ไม่ตายด้วยไฟและแสงหรือจากแรงระเบิด ก็วิ่งพล่านกระเจิดกระเจิงไป เสียงเรียกพ่อ เรียกแม่ กรีดร้องก้องฟ้า 
เป็นที่น่าเวทนา หาที่เปรียบไม่ได้เลย ทันใดนั้นเมฆบนท้องฟ้าก็เคลื่อนไหวม้วนตัวอย่างรวดเร็ว ท้องฟ้าเปลี่ยนจากสีแดงเรื่อ ๆ เป็นสีแดงคล้ำแล้วกลับกลายเป็นสีเทาขาว แล้วในทันใด
ก็เปลี่ยนเป็นสีเทาดำ และดำมืด 

ถึงตอนนั้นแม้จะชูมือขึ้นตรงหน้า ก็มองไม่เห็นนิ้วมือทั้งห้าได้ คนที่ยืนอยู่ต่อหน้ากัน ก็มองไม่เห็นกัน พระอาจารย์จี้กงตรัสไว้ว่านั่นคือ “ เจ็ดเจ็ดสี่สิบเก้าวัน ” อันยาวนานที่รัตติกาลมา
สู่โลก เวลาอันน่าสะพรึงกลัวกำลังเริ่มแล้ว ณ บัดนี้
 



*วันที่ 3 กุมภาพันธ์ เวลาบ่ายสองโมงโดยประมาณ* 

พระอาจารย์จี้กงพาหนูน้อยเอี้ยนอี๋ไปดูเหตุการณ์วันมหาวิปโยคต่อไป:- แม้จะผ่านช่วงสี่สิบเก้าวันอันยาวนานและน่าสะพรึงกลัวไปได้แล้วก็ตาม แต่โลกก็ยังตกอยู่ในความมืดมิด ต่อมาจึงค่อย ๆ 
สว่างขึ้นทีละน้อย เห็นศพเกลื่อนกลาดกองพะเนิน มีแต่หัวขาด แขนขาด ขาขาด หรือตัวขาดเป็นท่อน จนแทบไม่มีศพเต็มร่างเลยโลหิตสีดำคล้ำนองไหลมารวมกัน จนเหมือนแม่น้ำเลือดกลิ่น
เหม็นคาวคละคลุ้งไปทั่วจนอยากอาเจียน พูดได้ว่ามันคือนรกในเมืองมนุษย์จริง ๆ ไม่นานต่อมา แสงสีม่วงที่ครอบพุทธสถานก็ค่อย ๆ จางไป ญาติธรรมทั้งหลายพากันออกมาภายนอกได้แล้ว 
โลกทั้งโลกเงียบสงัด สัตว์ที่ยังหลงเหลืออยู่ได้มีเพียงประเภทเดียว คือสัตว์ที่กินหญ้าหรือกินพืชผักเป็นอาหาร คือ กระต่าย แกะ วัว ควาย และม้าเท่านั้น จากนี้คือความทุกข์ยากหลังจาก
วันเกิดมหันตภัย
 



*วันที่ห้าสิบถึงเจ็ดสิบ* 

คนที่ไม่ได้ถือศีลกินเจมาก่อน ยากที่จะผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้ เพราะทุกหนแห่งในโลกล้วนอาบไปด้วยพิษของกัมมันตภาพรังสี พืชพันธุ์ธัญญาหารไม่มีอะไรเหลือเลย ผู้ที่ทนต่อความอดอยากไม่ได้ 
ผู้ที่กินเจเฉพาะวันหรือไม่ได้กินเจ แต่โชคดีที่รอดพ้นสี่สิบเก้าคืนมาได้ ภายในร่างกายของเขายังมีสิ่งสกปรกหลงเหลืออยู่ อีกทั้งอารมณ์โหดจะเกิดขึ้น พวกคนเหล่านั้นจะฉีกเนื้อกระต่าย แกะ วัว 
ควาย หรือม้ากินดิบ ๆ ได้ แต่ไม่นานต่อมาเขาก็จะต้องตายเพราะสารพิษ พระอาจารย์จี้กงได้โปรดเมตตาบอกว่า มีแต่คนที่กินเจเท่านั้นที่จะอยู่รอดจากความอดอยาก หลังจากภัยพิบัติใหญ่แล้วจริง ๆ
 



*วันที่ 5 กุมภาพันธ์ เวลาเที่ยง พระอาจารย์จี้กงได้โปรดนำหนูเอี้ยนอี๋ไปดูเหตุการณ์วันมหาวิปโยคต่อไป* 

ขณะนั้นท้องฟ้าสว่างแล้ว ทุกสิ่งบนพื้นโลกมีแต่ซากที่ถูกทำลายล้าง แผ่นดินที่แยกออกปิดเข้าหากันแล้ว เหลือแต่รอยแยกเป็นทาง ๆ แม่น้ำเลือดที่ไหลนองก็แห้งลงและซึมลงไปในดิน ทุกอย่าง
ที่เห็นมีแต่สิ่งที่น่าสะอิดสะเอียน น่าสมเพชเวทนา และน่าอนาถใจ คนถือศีลกินเจทั้งหลาย เริ่มจะลงมือเก็บฝังหรือเผาซากศพกันอย่างเป็นงานเป็นการ เมื่อหิวกระหายก็เพียงแต่ใช้นิ้วจุ่มน้ำทิพย์
ที่บูชาแตะลงที่ปลายลิ้น แล้วคนเหล่านั้นก็ประทังชีวิตอยู่กันต่อไปได้อย่างไม่เดือดร้อน คนที่ยังไม่เคยกินเจตลอดเสมอมา จะไม่กล้าเดินออกไปนอกตำหนักพระเลยแม้สักก้าวเดียว
 

*วันที่ 8 กุมภาพันธ์ เวลาเที่ยง หนูน้อยเอี้ยนอี๋ก็ติดตามพระอาจารย์จี้กงไปดูเหตุการณ์วันมหาวิปโยค ฉากสุดท้ายต่อไป* 

ขณะนั้น ทั้งการเก็บฝังและเก็บเผาซากศพจะแล้วเสร็จไปส่วนเสียส่วนใหญ่ แสงสีม่วงนอกจากจะปกป้องรอบ ๆ อาณาบริเวณพุทธสถานแล้ว ยังรวมทั้งต้นไม้ใบหญ้า และสิ่งปลูกสร้างในวงรอบ
รัศมีอีกด้วย ส่วนรอบนอกนั้นราพณาสูรไม่เหลืออะไรเลย ความเจริญทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดถูกทำลายหมดสิ้น และใช้การอะไรไม่ได้อีกเลย 

จากนั้นฟ้าดินก็ค่อย ๆ กลับคืนสู่สภาวะของธรรมชาติตามปรกติ ตะวัน เดือน ออกมาส่องแสงเช่นเดิม มีลม มีฝน แม่น้ำลำคลองก็เต็มไปด้วยน้ำใสไหลล่อง ผู้คนเริ่มสร้างบ้านเรือนเป็นที่พักอาศัย
หลบฝน และเริ่มงานทำไร่ไถนากันอย่างขะมักเขม้น เช้าก็ออกไปทำนา เย็นก็กลับมาบ้าน ชีวิตแม้จะไม่ว่างทางแรงกายแต่ก็มั่นคงเป็นสุขใจ ผู้คนต่างอยู่ร่วมกันด้วยอัธยาศัยไมตรี ช่วยเหลือซึ่งกัน
และกัน ไม่มีการวิวาทบาดหมาง แย่งชิง โลกทั้งโลกเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังของชีวิต และเป็นระเบียบแบบแผนอันดีงามเหมือนโลกใหม่โดยแท้
 

(แหล่งที่มา หนังสือพระศรีอาริย์เจ้าโลก รวบรวมโดย รหัสญาณ สำนักพิมพ์ ลานอโศก เพรส กรุ๊ป ISBN:9748346285) 





มาดูคำทำนายบางส่วนของผู้หยั่งรู้อนาคตที่มีชื่อเสียงที่ทำนายเรื่อง สงครามและภัยธรรมชาติ (แค่บางส่วนเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ซึ่งผมยังมีอีกมากครับ)
ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจากน้องเมย์ Premsuda (May) 



1. องค์การ NASA ระบุว่า แกนโลกจะเอียง จนเกิดหายนะขึ้นกับโลกในปี ค.ศ. 2012

อ้างอิง ข้อมูลจากน้องเมย์ Premsuda (May)
[
ความตายใกล้เข้ามาแล้ว วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2555 วันวิปโยก วินาศสันตะโร วันสุดท้ายของมนุษย์ (ที่ไม่มีศีลธรรม)]







2. นักวิทยาศาสตร์แห่งองค์การ NASA อาจารย์สุมิตร อิศรางกูร ณ อยุธยา ออกมายืนยันว่าปี ค.ศ. 2012 โลกจะเกิดหายนะครั้งใหญ่

อ้างอิง ข้อมูลจากน้องเมย์ Premsuda (May)
[
ข่าวใหม่ล่าสุด 23 พ.ค 2552 ช่อง 11 (4 ทุ่ม) มีการคุยเรื่อง ภัยพิบัติล้างโลก 2012 (ใครที่ยังไม่ได้ดู เมย์จะสรุปให้อ่านค่ะ)]







3. คำทำนายจากคัมภีร์ไบเบิ้ล เรื่องโลกจะเอียง มาตรงกับ คำทำนายขององค์การ NASA แบบไม่น่าเชื่อ

อ้างอิง ข้อมูลจากน้องเมย์ Premsuda (May)
[
มหันตภัยครั้งใหญ่ "น้ำจะท่วมฟ้า ปลาจะกินดาว" จะเกิดขึ้นภายใน 7 ราตรี คือ 49 วัน ที่มีแต่กลางคืน (เริ่ม 22 ธันวาคม พ.ศ. 2555)]







4. คำทำนายเรื่องภัยพิบัติล้างโลก ของศาสนาคริสต์ การชำระล้างของพระบิดา จะทำให้แกนโลกเอียง ให้ขั้วโลกเหนือก้มหัวเข้าหาดวงอาทิตย์ จนน้ำแข็งขั้วโลกเหนือละลาย น้ำทะเลทะลักท่วมแผ่นดิน 

อ้างอิง ข้อมูลจากน้องเมย์ Premsuda (May)
[
10 คำทำนาย สู่ภัยพิบัติล้างโลกของ "ศาสนาคริสต์"]







5. คำทำนายเรื่องภัยพิบัติล้างโลก ของศาสนาอิสลาม หลังภัยพิบัติ ดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันตก และมะฮุดีจะปรากฏตัว

อ้างอิง ข้อมูลจากน้องเมย์ Premsuda (May)
[
คำทำนาย และสัญญาณวันสิ้นโลกของ "ศาสนาอิสลาม"]







6. วานก้า หรือชื่อจริงคุณยาย วานเกเลีย ปานเดว่า กุชเตโรว่า เป็นชาวบัลแกเรีย (ได้รับฉายาว่า นอสตราดามุสแห่งบัลแกเรีย) คุณยายเกิดเมื่อ 31 มกราคม ค.ศ. 1911 
ในครอบครัวชาวนายากจนที่หมู่บ้าน สตรูมิซ่า ที่ปัจจุบันอยู่ใน มาเซโดเนีย และคุณยายเสียชีวิตเมื่อ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1996 เวลา 10:10 น.ได้ทำนายอนาคตของโลกเมื่อไม่นานมานี้ว่า


ค.ศ. 2010 (พ.ศ. 2553) เริ่มสงครามโลกครั้งที่ 3 (พฤศจิกายน 2010 - ตุลาคม 2014) ตอนแรกก็ใช้อาวุธธรรมดา ต่อมาก็ตามด้วยนิวเคลียร์และอาวุธเคมี 
การนำอาวุธนิวเคลียร์มาใช้ ทำให้ซีกโลกเหนือ จะไม่เหลือทั้งพืชและสัตว์ จากนั้นพวกมุสลิม จะใช้อาวุธเคมีเข้าจัดการกับชาวยุโรปที่ยังหลงเหลืออยู่ ผู้คนจะป่วยเป็นฝีหนองและมะเร็งผิวหนัง
กันมากจากผลของอาวุธเคมี



7. นาย Gordon-Michael Scallion เป็นผู้หยั่งรู้อนาคต (futurist) มีญาณทัศนะ(Spiritual Visionary) คือมองเห็นอนาคตด้วยญาณ มีความแม่นยำมาก เขาได้ทำนายว่า 
น้ำกำลังจะท่วมโลกจนหลายประเทศหายไปจากแผนที่ ประเทศที่เป็นเกาะจะจมน้ำทั้งหมด 
ประชากรโลกที่รอดตายมีเพียง 10% เท่านั้น 
เขา 
เชื่อว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นในระหว่างปี 1998-2012 (พ.ศ.2541-พ.ศ.2555) และเขาได้สร้างแผนที่โลกใหม่หลังน้ำท่วมครั้งใหญ่ ภายใต้ชื่อ Future Map Of The World 
ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1978 (พ.ศ. 2521) ซึ่งประเทศไทยเหลือแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น
 ดูรูปด้านล่าง 




8. หลวงปู่พระครูเทพโลกอุดร ทำนายว่า ช่วง พ.ศ. 2549 เป็นต้นไป (ท่านไม่ได้ระบุ พ.ศ. ที่จะเกิดแน่นอน) มวลมนุษย์ ภัยพิบัติ น้ำจะท่วมโลก แผ่นดินจะไหว มนุษย์ที่ดีถึงจะรอด 
หมู่ชนควรทำดี ให้มนุษย์มีการปฏิบัติ มวลชนทุกหมู่เหล่าต้องปฏิบัติ พระเจ้าผู้สร้างโลก มองเห็นมวลมนุษย์ กำลังจะทุกข์ยาก ล้มหายตายจาก เวลานั้นใกล้เข้ามา มนุษย์เท่านั้น 
ที่จะช่วยตัวเองได้ จงทำตัวเองให้ดี จงมีจิตที่ดี จึงจะรอดพ้น ไม่มีใครช่วยใครได้ แผ่นดินจะกลืนกิน มิรู้สิ้นชีวิตเท่าใด ผู้ที่จะรอดปลอดภัย ต้องอยู่ในศีลธรรม 

พึงรักษาชีวิต อย่าคิดว่าตายแล้วดีกว่าอยู่ ต้องอดทน ผู้รอดจากภัยพิบัติ คือ ผู้ที่ต้องอยู่ต่อ เป็นผู้ที่ต้องช่วยกัน ปรับสภาพจากเหตุการณ์ ที่ผ่านพ้นแต่กว่าจะถึงตอนนั้น มนุษย์ก็แสนสาหัส 
ทุกข์ยากอดอยาก ยากไร้ปางตาย ไร้ความทรงจำก็มี เพราะขาด การเตรียม ด้วยความไม่รู้ มนุษย์ต้องพบ วิบากกรรมชีวิต ทุกชีวิตที่อาศัย อยู่บนโลกลำบาก มนุษย์เป็นผู้ทำทุกสิ่งด้วยมือ 
ของมนุษย์ทั้งสิ้น ไม่มี ไม่ใช่ ใครที่ไหนทำ เวลาใกล้เข้ามา ทุกขณะความตาย กำลังเข้ามาใกล้ตัว 

ก่อนถึงเวลา ก่อนถึงวันนั้น มนุษย์ผู้ซึ่งกระทำการทำลาย มนุษย์ด้วยกัน มันต้องพินาศเช่นกัน การกระทำของมันผู้นี้ ทำให้มนุษย์ จำนวนมากมายสิ้นชีวิต คล้ายใบไม้ร่วง มันหวังว่าจะได้เป็นใหญ่ 
ในแผ่นดินทั่วโลก แต่แล้วความหายนะ เข้ามาครองโลกแทน ความพินาศเต็มไปหมด ความหวังย่อยยับ ปฐพีเต็มไปด้วยเลือด ศพกลาดเกลื่อนเลือดทาแผ่นดิน ชีวิตสูญสิ้น สิ้นไร้ผู้คน 
มีแต่ความตาย ที่เห็นชัดความดับสูญครั้งใหญ่ ของมวลมนุษย์และสัตว์ในโลก 

ความตายเป็นผู้ชนะ ผู้แพ้คือผู้กระทำความชั่วร้าย ผู้ที่ตายทั้งหมดเป็นผู้โชคดีกระนั้นหรือ ผู้ที่รอดเป็นผู้โชคดีกระนั้นหรือ มิใช่ทุกอย่างคือ กฎแห่งกรรม วิถีแห่งกรรม มาจากที่ใด 
ทำไม มวลมนุษย์จึงต้องรับความดับสูญ เพราะชีวิตกับความตายเป็นสิ่งที่คู่กัน ไม่อาจหลีกเลี่ยง ไม่มีทางหนีพ้น โอกาสผู้ที่รอด หมายถึง ผู้อยู่ต่อ เพื่ออนาคตโลก ผู้ทำลายดับสิ้นสูญ 
โลกร้อนระอุ มีแต่ไฟ เถ้าถ่านท่วมท้นแผ่นดิน น้ำเป็นพิษ สารเคมีท่วมท้น เชื้อโรคสารพัดชนิด กัดกินผู้คน ผู้ที่รอดแสนสาหัส ทุกข์ยากรอความตาย 




9. "หลวงปู่สรวง ออยเตียนสรูล" กล่าวไว้ว่า พ.ศ. 2550 ถึง 2555 หางนาคกวาดน้ำให้โลกมาได้ครึ่งหนึ่งแล้ว กำลังจะกวาดน้ำขึ้นมาล้างโลก 
จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ คนไม่ดีไม่มีศีลธรรม จะล้มตายมาก ส่วนคนดีมีศีลธรรม จะอยู่รอดปลอดภัยได้ 
หลวงปู่สรวงท่านละสังขารเมื่อ วันที่ 8 กันยายน 2542 (ขึ้น 10 ค่ำเดือน 10 ปีมะโรง ) 
สะรีระสังขารของท่านตั้งอยู่ที่ศาลา ออยเตียนสรูล วัดไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ


อ้างอิง
[
หลวงปู่สรวง (เทวดาเล่นดิน) พูดถึงภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกไม่นานนี้...]







10. หลวงปู่สังวาลย์ เขมโก วัดทุ่งสามัคคีธรรม สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นพระอริยสงฆ์แห่งลุ่มน้ำสุพรรณ "ได้นิมิตเห็นกรุงเทพฯน้ำท่วมสูงประมาณเสาไฟฟ้า"
แต่ในนิมิตไม่ได้แจ้งว่าจะเกิดเมื่อไหร่








9. 
นาย สมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการอำนวยการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ทำนาย กรุงเทพฯ จมใต้น้ำ (พ.ศ. 2558) ท่านทำนายไว้เมื่อ
เดือน พฤศจิกายน 2550 


อ้างอิง
[
ข่อยงง...อธิบายข่อยแน่?! ?? 8 ?? ข่อยงง...อธิบายข่อยแน่?? ข่อยงง...อธิบายข่อยแน่ข่อยงง...อธิบายข่อยแน่ข่อยงง...อธิบายข่อยแน่ ข่อยงง...อธิบายข่อยแน่ข่อยงง...อธิบายข่อยแน่ oknation.net]








10. 
ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ทำนายอนาคตโลกต้องเกิดภัยพิบัติครั้งมโหฬารในปี พ.ศ. 2560 ท่านทำนายไว้เมื่อปี พ.ศ. 2548 

อ้างอิง
[
บทสัมภาษณ์ ดร.อาจอง ชุมสายฯ เรื่องอนาคตเมืองไทยอีก 10 ปีข้างหน้า - PaLungJit.com








11. หลวงพ่อฤาษีลิงดำเทศน์เรื่อง : คำทำนายภัยพิบัติ และอนาคตประเทศไทย

อ้างอิง
ฟังเสียงบรรยาย หลวงพ่อฤาษีลิงดำเทศน์เรื่องคำทำนายภัยพิบัติ และอนาคตประเทศไทย.wma (1,020.2 KB, 2355 views)
[
http://board.palungjit.com/attachmen...2&d=1208858927]

กระทู้หลวงพ่อฤาษีลิงดำเทศน์เรื่องคำทำนายภัยพิบัติ และอนาคตประเทศไทย
[
หลวงพ่อเทศน์เรื่อง :คำทำนายอนาคตประเทศไทย (โหลดฟังดูกันนะครับ)]

ฟังเสียงบรรยาย พุทธพยากรณ์โลก.mp3 (3.23 MB, 85298 views)
[
http://board.palungjit.com/attachmen...tachmentid=286]

กระทู้ พุทธพยากรณ์โลก เรื่องภัยพิบัติ
[
พุทธพยากรณ์โลก - Buddhism Audio]








12. ปู่อินทร์ตาทิพย์ (ท่านผู้เฒ่าฆราวาส ผู้มีอภิญญาตาทิพย์ บารมีแก่กล้า แห่งเขาตำแย อ.ปักธงชัย เมืองโคราช อายุ 107 ปี) เตือนอีก 5 ปี 
ภัยพิบัติใหญ่มาแน่ๆ (ประมาณ พ.ศ. 2557)


ท่านได้เตือนว่าในอีก 3 ปี ภัยเศรษฐกิจโลกจะแย่มาก และซ้ำร้ายหนักในอีก 5 ปี ที่ปู่เห็นคือ ภัยพิบัติจากธรรมชาติที่รุนแรงมาก
โดยในประเทศไทย ภัยหนักที่ปู่เห็นชัดเจนคือ น้ำท่วมแถบโซนจังหวัดภาคกลางรอบๆกรุงเทพ เป็นบริเวณกว้าง กินพื้นที่ ติดต่อกันหลายจังหวัด หลายวัน หนักมากกว่าทุกครั้งที่ประเทศไทย 
เคยประสบมา 


อุทกภัยที่เกิดขึ้นจากทั้งน้ำทะเลหนุน,น้ำป่าไหลหลากจากทางภาคเหนือมาสมทบ แม่น้ำเอ่อท่วม ฝนตกติดต่อกันหลายวัน แบบไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เมื่อไหร่ 
แล้วระดับน้ำท่วมจะสูงขึ้นมากเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว จนอยู่กันไม่ได้ หนีตายกันอลม่าน รถติดกันเป็นทางยาวทั่วทุกสาย ต้องหนีเพื่อเอาตัวรอดวุ่นวายไปหมด
ที่ เดือดร้อนมากคือจังหวัดที่ติดชายทะเล ,รวมทั้งจังหวัดที่ติดแม่น้ำ สายใหญ่เช่น นนทบุรี ,สมุทรปราการ,นครปฐม, ปทุมธานี ,อยุทธยา, อ่างทอง และอื่นๆอีกมาก


ผู้คนส่วนใหญ่จะหนีมาที่ภาคอีสาน เพราะเป็นที่ราบสูงน้ำท่วมไม่ถึง
ท่านเตือนว่า ถ้าจะหนีอย่าหนีออกมาที่เส้นมิตรภาพ โคราช-สระบุรี เพราะ ผู้คนส่วนจะหนีมาที่เส้นนี้ ให้เลี่ยงไปทาง นครนายกหรือ สระแก้ว พอเอาตัวรอดได้


การเตรียมตัวท่านบอกอย่างน้อย ก่อนถึงยามนั้นให้เตรียมเงิน เตรียมทองสะสมเก็บไว้ใช้ยามยากให้มาก เพราะยามนั้นเงินทองจะหายาก คนเห็นแก่ตัวกันมาก 
แย่งกันกินแย่งกันใช้ เหมือนยุคเขมรหนีตาย ยุคฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สมัยเผด็จการงัยงั้นเลย


อ้างอิง ข้อมูลจาก "toplus99"

[
ปู่อินทร์ตาทิพย์ อายุ107ปี เตือนอีก5ปีภัยพิบัติใหญ่มาแน่]






13. ดาวปริศนาดวงที่ 12 ของระบบสุริยะจักรวาล ดาวนิบิรุ (Nibiru) มีเส้นทางของวงโคจร มาทับกับโลกมนุษย์พอดี (พุ่งเข้าชนโลก) ในวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 2012 (พ.ศ. 2555)


อ้างอิง ข้อมูลจากน้องเมย์ Premsuda (May)
http://board.palungjit.com/f178/ส�...ru-189108.html

 

ที่มา http://forum.khonkaenlink.info/index.php?topic=85025.0

 

..................................................................................................................................................

 

คำทำนายของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

 

คำทำนายที่เคยมีช้านานนัก เริ่มประจักษ์ให้เห็นเร้นไม่ได้

หลวงพ่อฤาษีลิงดำเคยทำนาย เมื่อถึงปลายรัชกาลผ่านเข้ามา

ประเทศชาติจะรุ่งเรืองและเฟื่องฟุ้ง น้ำมันผุดขึ้นมาจนเห็นค่า

พวกกาขาวจะบินรี้หนีเข้ามา เป็นประชาจนเต็มพระนคร

ชนทั่วโลกจะยกพระองค์ท่าน ชื่อกระฉ่อนร่อนทั่วทุกสิงขร

ออกพระนามลือชื่อดั่งทินกร องค์อมรเอกบุรุษแห่งแผ่นดิน

ชาวประชาจะปิติยิ้มสดใส แต่อกไหม้หนอนกินข้างในสิ้น

จะมีพวกกาฝากคอยกัดกิน เพื่อให้ได้สิ่งถวิลสมจินตนา

จะมีการต่อตีกันกลางเมือง ขุนนางเขื่องกังฉินกินทั่วหล้า

คอรัปชั่นจะกัดกร่อนทั้งพารา ประดุจปลวกกินฝานั้นปะไร

ข้าราชการตงฉินถูกประนาม สามคนหามสี่คนแห่มาลากไส้

เกิดวิกฤติผิดเพี้ยนโดยทั่วไป โกลาหลหม่นไหม้ไร้ความดี

ประชาชีจะสับสนเรื่องดีชั่ว ถ้วนทุกทั่วจะหมุดขุดรูหนี

ไม่แน่ใจสิ่งที่ทำนำความดี เกรงเป็นผีตายตกไปตามกัน

พุทธศาสน์จะถูกรุกและล้ำ มิตรเคยค้ำเป็นศัตรูมุ่งอาสัญ

เกิดวิกฤติธรรมชาติอุบาทว์ครัน พายุลั่นน้ำถล่มดินทลาย

แผ่นดินแยกแตกเป็นสองปกครองยาก เกิดวิบากทุกข์เข็ญระส่ำระสาย

เกิดการปราบจลาจลชนล้มตาย เลือดเป็นสายน้ำตานองสองแผ่นดิน

ข้าเป็นนายนายเป็นข้าน่าสมเพช ผู้มีบุญมีเดชจะสูญสิ้น

ทั้งพฤฒาอาจารย์ลือระบิล จะร่วงรินดุจใบไม้ต้องสายลม

ความระทมจะถมทับนับเทวศ ดั่งดวงเนตรมืดบอดสุดขื่นขม

คนที่ดีจะก้มหน้าสุดระทม ส่วนคนชั่วหัวร่อร่าทำท่าดัง

จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคฑามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง

ผู้ปกครองจะเป็นหญิงพึงระวัง สายน้ำหลั่งกรากเชี่ยวหวาดเสียวใจ

ศิวิไลซ์จะบังเกิดในสยาม หลังฝนคร้ามลั่นครืนจะยืนได้

จะเข้าสู่ยุคมหาชนพาไป เปลี่ยนเมืองใหม่ศักราชแห่งประชา

คนชั่วจะถูกปราบราบคาบสิ้น แผ่นดินเดือดสูญหายไร้ปัญหา

ประเทศชาติผ่านวิกฤติด้วยศรัทธา ยามเมื่อฟ้าศรีทองผ่องอำไพ 

 

่ที่มา http://www.kroobannok.com/blog/view.php?article_id=3281 

................................................................................................................. 

ภัยพิบัติและความเลวร้ายต่างๆจะหยุดเมื่อคนทั่วไปรู้ความจริงของสวรรค์

พระศรีอารย์ ที่ศาสนาและลัทธิสำคัญๆของโลกยอมรับ มีพระองค์จริง 
จะปรากฏในปัจจุบัน เพื่อสันติสุขและเสรีภาพที่แท้จริงของมนุษยโลก

29 กย. 2552  

สรุปที่มาของเรื่องพระศรีอารย์ (พระจักรพรรดิ) ด้วยข้อเท็จจริง มีที่มาที่ไป 
ผู้เขียนใช้เวลากว่า 16 ปี ศึกษาเรื่องพระศรีอารย์หรือพระศรีอาริยเมตไตรย์ตามความเชื่อของพุทธศาสนา ศาสนาและลัทธิที่สำคัญๆของโลกด้วยหลักฐานและเหตุผล ไม่มีอิทธิปาฏิหาริย์เกี่ยวข้อง และยังได้ศึกษาคำทำนายของผู้มีญาณวิเศษ เช่น 
นอสตราดามุส (นอสตระดามัส) สมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี เป็นต้น ข้อมูลส่วนใหญ่ค้นคว้าจากตำราของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยต่างประเทศ คำภีร์ต่างๆ และหนังสือที่มีคุณค่าต่อการศึกษา เป็นต้น แล้ววิเคราะห์ความคล้ายกัน การสนับสนุนกัน ความต่อเนื่อง ความเป็นไปได้ของแต่ละข้อมูลและเรื่องราว เพื่อสรุปให้ผู้อ่านเข้าใจได้

พระศรีอารย์ หรือพระจักรพรรดิ ที่ชนชาติอื่นๆรู้จักตามภาษาของตนของตน 
ท่านพุทธทาสภิกขุผู้ที่องค์การยูเนสโกให้การยกย่อง ได้กล่าวถึงพระศรีอารย์ไว้ว่าเป็นที่ยอมรับของทุกๆศาสนาได้ชัดเจน คำว่าพระศรีอารย์หรือพระศรีอาริยเมตไตรย หรือจะเขียนอ่านอย่างไรตามความถนัดของคนไทย ก็เป็นคำที่มาจากพระไตรปิฎก คือ "พระเมตไตรย" (คำสันสกฤตว่า Maitreya แปลว่าผู้เป็นเพื่อนแท้) ถ้าเป็นภาษาบาลี ตามภาษาเขียนจะเป็น เมตเตยฺย (Metteyya) ถ้าเป็นภาษาอ่านคือ เมตฺเตย (Metteya)

เรื่องพระศรีอารย์ในพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นเมื่อไร 
ในครั้งที่พระพุทธเจ้าทรงพำนักอยู่ใกล้ริมฝั่งน้ำโรฮานิไม่ห่างจากกรุงกบิลพัสดุ์ พระสารีบุตรได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคโดยอยากทราบเกี่ยวกับพระจักรพรรดิที่จะปรากฏในอนาคต ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสตอบถึงภัทรกัปหรือกัปอันประเสริฐในปัจจุบันของมนุษยโลกซึ่งมีพระพุทธเจ้าถึง 5 พระองค์ โดยก่อนหน้าตถาคตมีมาแล้ว 3 พระองค์คือ กกุสันธะ โกนาคมน์ กัสสปะ และขณะนี้คือตถาคตที่เป็นพระพุทธเจ้าโคตมโดยสมบูรณ์ ต่อไปจะเป็นไมเตรยะ (สันสกฤต) หรือพระศรีอารย์ (คนไทยรู้ัจัก) ที่อยู่ในกัปเดียวกันนี้และพระพุทธศาสนาจะอยู่ไปจนสิ้นสุดของกัป (สรุปมาจากอนาคตวงศ์)

คำถามและคำตอบที่ผู้มีเหตุผลควรเข้าใจได้ 
เรื่องของพระจักรพรรดิมิใช่มีเฉพาะแค่ที่พระผู้มีพระภาคตรัส แต่มีอยู่ในตำนานของศาสนาและลัทธิที่สำคัญๆของโลก คำถามว่า ทำไมทุกศาสนาและลัทธิที่สำคัญๆของโลกมีเรื่องราวของพระจักรพรรดิเหมือนๆกัน ทั้งๆที่แต่ละศาสนาและลัทธินั้นๆมีคำสอนด้านธรรมะต่างกันอย่างชัดเจน เช่น ยึดในพระผู้เป็นเจ้า หรือไม่ยึดถือ ล้างบาปได้ หรือล้างบาปไม่ได้ 
คำตอบที่ควรเข้าใจได้ง่ายๆก็คือ เมื่อพระศรีอารย์พระองค์จริงเป็นที่ยอมรับของผู้คนในศาสนาหรือลัทธิที่สำคัญๆของโลกปรากฏพระองค์ขึ้น ผู้คนทั่วไปย่อมยอมรับและเชื่อฟังการกระทำดีมีศีลธรรมที่มีความถูกต้องยุติธรรมของผู้คนทั้งโลกและสวรรค์ เกิดเป็นมาตฐานเดียว ไม่เหมือนในปัจจุบันที่ต่างคนต่างเชื่อ ทำกันไปคนละทิศทางโดยไม่ทราบว่าอะไรถูกผิดอย่างไร ฉะนั้นเรื่องเช่นนี้ผู้ที่จะตอบคำถามและพิสูจน์ความจริงได้ ก็ควรเป็นพระศรีอารย์ สำหรับความรู้ของเราๆที่มีอยู่ขณะนี้ ควรเป็นการคาดการเท่านั้น

เรื่องพระศรีอารย์ละเอียดอ่อน ควรมีการวิเคราะห์เรื่องราวที่สามารถนำมาพิสูจน์กับหลักฐานความจริงได้ ซึ่งสรุปเป็นตัวอย่างดังนี้

พระจักรพรรดิ
เป็นเรื่องที่มีที่มาที่ไป มีมาก่อนพุทธกาลในต่างสถานที่ที่ห่างไกลกัน และไม่น่าจะลอกเรียนแบบกัน เช่น

  • พุทธประว้ติ: อสิตะดาบสทำนายพระกุมาร ว่าถ้าออกผนวชจักเป็นศาสดาเอกพระองค์หนึ่งของโลก แต่ถ้าไม่ออกผนวชจักเป็นพระจักรพรรดิ ในวันต่อมา พราหมณ์แปดนายซึ่งได้รับเชิญจากพระเจ้าสุทโธทนะ เจ็ดนายได้ทำนายเช่นคำประกาศของฤๅษีอสิตะ เว้นแต่พราหมณ์ชื่อโกณฑัญญะกล่าวว่าพระกุมารจะเป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น ในพระราชพิธีนี้ พระกุมารทรงได้รับพระนามว่า "สิทธัตถะ" มีความหมายว่า "ผู้ที่สำเร็จตามปรารถนา" ต่อมาเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะออกผนวชเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว จึงยังมีพระจักรพรรดิอีกพระองค์หนึ่งที่จักปรากฏบนโลกนี้
  • ก่อนพุทธกาล: ศาสนายูดา (Judaism) ซึ่งเป็นแม่บทของศาสนาคริสต์และอิสลาม มีความเข้าใจว่าโลกนี้มีผู้นำโลกอยู่สองพระองค์คือศาสดาพระองค์หนึ่งและมีพระจักรพรรดิอีกพระองค์หนึ่ง

พระจักรพรรดิเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง 
จากตำราทางพุทธศาสนา ลัทธิขงจื้อ ศาสนาอิสลาม และคำภีร์ไบเบิล เป็นต้น ได้ชี้ชัดว่า พระจักรพรรดิถึงแม้จะเป็นฆาราวาส แต่เป็นพระพุทธเจ้า (ผู้รู้เองโดยชอบ) โดยเฉพาะ อิสลาม (Nahjul Balagha, Sermon 141 and 187) บ่งไว้ตอนหนึ่งว่า "ถ้ามีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง พระจักรพรรดิจะป้องกันตนเองด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์และความรู้ที่สูงส่ง" สำหรับคำภีร์ไบเบิล บ่งถึงพระจักรพรรดิจะพิพากษามนุษยโลก 
พระจักรพรรดิหรือพระศรีอารย์ เป็นผู้ตัดแล้วซึ่งกามกิเลส เป็นผู้ไม่ยึดในโลกธรรม เสียสละความสุขส่วนตนเพื่อความสุขของผู้อื่น ไม่มีสาวก ลูกศิษย์ หรือไม่มีสมาชิก และสามารถสละชีวิตตนเพื่อให้เกิดสันติสุขที่แท้จริงแก่ผู้คนทั้งหลายได้

ช่วงชีวิตของพระศรีอารย์ 
200 ปีก่อนพุทธกาล Isaiah 53 ได้บ่งไว้ตอนหนึ่งว่า "ใครเล่าจะเชื่อเรื่องนี้ เพราะเขา (พระศรีอารย์) ไม่มีอะไรเป็นที่น่าสนใจ เขาถูกดูหมิ่นถูกปฏิเสธ เราไม่ได้ประเมินคุณค่าของเขา การที่เขามีทุกข์ร้อนก็เพราะพวกเรา (มนุษยโลก) มีบาป การที่เขามีมลทินมีความผิด ก็เพราะความไร้ศีลธรรมของพวกเรา เขาเป็นทุกข์ เสียใจ แต่เขานิ่งเฉยเสมือนลูกแกะที่ถูกนำมาบูชายัญ (ผู้รู้ทุกข์ย่อมรู้หนทางแก้ไข โปรดสังเกตุพระพุทธเจ้าโคตมก็ทรงทรมารพระองค์แทบเอาชีวิตไม่รอดก่อนที่จะตรัสรู้ได้) เขาต่อสู้เอาชีวิตเข้าเสี่ยงกับผู้กระทำผิด โดยไม่ใช้ความรุนแรงแต่จะประวิงเวลาเพื่อความจริง ความสันติสุขของเราขึ้นอยู่กับเขา"
นอสตราดามุส บ่งว่าพระศรีอารย์มีเวลาเหลือไม่นานที่จะสอนเราทั้งหลาย

ผู้ช่วยเผยแผ่เรื่องพระศรีอารย์ หรือช่วยให้มีการพิสูจน์ความจริงทางทีวี ที่จะหลอกลวงไม่ได้ในเรื่องพระศรีอารย์ขึ้นเพื่อสันติสุขโลก เป็นผู้ต้องการทำดีเพื่อตนเองและผู้อื่น ย่อมเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ซึ่งผลการกระทำดีนี้จะเป็นมหากุศลแก่ตนในการสร้างบุญและบารมีที่ยิ่งใหญ่กว่าครั้งใดๆ 
สำหรับผู้ทำให้ผู้อื่นเข้าใจเรื่องพระศรีอารย์ผิดไปจากข้อเท็จจริงด้วยความตั้งใจ หรือเพื่อปกป้องความเชื่อของตน หรือเพราะไม่รู้จริง ย่อมได้รับบาปกรรมที่ตนกระทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (ความจริงจะถูกเปิดเผยเมื่อมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องพระศรีอารย์)

พระศรีอารย์มีจริงหรือไม่ 
พระพุทธเจ้าโคตมตรัสกับพระอานนท์ว่า พระธรรมมิกราช (ผู้ใช้ธรรมะชนะอธรรม) หรือพระศรีอารย์จะปรากฏในกึ่งพุทธกาลเพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนาให้อยู่ไปตลอดกัป หรืออยู่ถึง พ.ศ. 5,000 ก่อนโลกจะแตกสลาย ตามศาสนาและลัทธิที่สำคัญๆของโลกก็มีคำทำนายต่างๆที่คล้องจองกัน ได้บ่งบอกว่าพระศรีอารย์มีพระองค์จริงในปัจจุบันนี้ แต่จะไม่ปรากฏพระองค์หรือแสดงตนต่อผู้คนทั่วไป การที่จะให้พระศรีอารย์ปรากฏได้ก็มีวิธีเดียวคือ ผู้คนทั้งหลายจะต้องพิสูจน์หาข้อเท็จจริง อย่างเช่นที่พระพุทธเจ้าตรัสในกาลามสูตร คือไม่ให้เชื่อไม่ว่าแบบไหนทั้งสิ้น นอกจากสิ่งนั้นจะเป็นกุศลกรรม ซึ่งการพิสูจน์หลักฐานความเป็นจริง นับว่าเป็นความยุติธรรมที่ดีที่สุดแก่ทุกๆฝ่ายและประชาชนทั่วไป

สำหรับมีผู้กล่าวว่าพระศรีอารย์จะปรากฏในปี พ.ศ. 5,000 บ้าง เมื่อนั้นเมื่อนี้บ้าง ขอให้ศึกษาหาข้อเท็จจริงกันบ้าง ไม่ควรเชื่อ ไม่ควรกล่าวไปโดยขาดการศึกษา ขาดการวิเคราะห์พิจารณาด้วยหลักฐานความเป็นจริง

สิ่งที่ควรคิดคือพระศรีอารย์ของทุกชาติศาสนานั้นเป็นบุคคลเดียวกัน และมีเพียงพระองค์เดียวที่จะปรากฏในปัจจุบัน สิ่งสำคัญยิ่งที่พระศรีอารย์จะต้องทำคือการเปลี่ยนจากกลียุคที่มีคนดีเพียง 1 ใน 4 ส่วนให้เป็นคนดีทั้ง 4 ส่วน ฉะนั้นถ้ามีพระศรีอารย์อีกพระองค์หนึ่งที่เป็นที่หวังของชนบางกลุ่มที่จะปรากฏในเวลาที่แตกต่างไป ก็ย่อมไม่ควรเป็นเช่นนั้น ท่านใดที่สอนให้ผู้อื่นเชื่อโดยปราศจากความเป็นจริงที่มีประโยชน์ ย่อมขัดกับคำตรัสสอนของพระผู้มีพระภาคในเรื่องกาลามสูตร 10 ประการ ซึ่งในข้อ 10 พระพุทธองค์ตรัสไม่ให้เชื่อไม่ว่าจะเป็นครูอาจารย์ซึ่งรวมถึงพระพุทธองค์ด้วยเช่นกัน ยกเว้นแต่จะเห็นว่าเป็นประโยชน์ เป็นกุศลกรรมถึงค่อยนำไปยึดถือปฏิบัติ

พระศรีอารย์กับพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์
เมื่อกล่าวถึงพระศรีอารย์เป็นพระโพธิสัตว์ตามความเข้าใจของเถรวาทคือเป็นมนุษย์ผู้รู้ชอบด้วยพระองค์เองเช่นพระพุทธเจ้าโคตม สำหรับพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์เป็นพระโพธิสัตว์ผู้คอยช่วยเหลือสรรพสัตว์ในภัทรกัปเช่นกัน ที่ต่างกันตรงที่พระอวโลกิเตศวรเป็นเทพที่อวตารหรือเทพผู้แบ่งภาคมาเกิดเป็นมนุษย์ เช่นพระศรีอารย์ก็คือพระนารายณ์อวตารเป็นภาคสุดท้ายหรือภาคที่ 10 มาเป็นเกากี ผู้ขี่ม้าขาวถือดาบเป็นอาวุธ เพื่อมาสร้างสันติสุขให้เกิดบนโลกมนุษย์ (Vishnu Purana) ตลอดไป

พระแม่กวนอิมโพธิสัตว์ ก็คือพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ชายที่ปลอมเป็นพระโพธิสัตว์หญิงเพื่อมาช่วยเจ้าหญิงพระองค์หนึ่งให้พ้นจากโรคภัย (ได้ยินมาจากพระพรหมคุณาภรณ์ - ประยุทธ์ ปยุตฺโต) สำหรับความเชื่อของคนถิ่นอิสานเมื่อพันปีหลังพุทธกาล เชื่อว่าพระศรีอารย์ก็คือพระนารายณ์อวตารมาช่วยมนุษย์ (ดูหน้า www.metteya.org ภาพที่สองจากซ้าย - Ancient Thai Esan)

สรุป ไม่ว่าจะเป็นพระศรีอารย์หรือพระอวโลกิเตศวร ก็เป็นพระองค์เดียวกันที่จะมาสร้างสันติสุขที่แท้จริงให้กับโลกมนุษย์นั่นเอง

ตัวอย่างคำทำนายที่เรามองข้าม
ในเรื่องพระศรีอารย์นั้นมีข้อมูลอยู่มากที่เป็นเหตุผล มีที่มาที่ไป ยกเป็นตัวอย่าง เช่น 
พระศรีอารย์เกิดที่ไหน
เรื่องนี้สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงตรัสชื่อกรุงเทพมหานคร ไว้ตอนหนึ่งคือองค์เทพผู้ที่จะมาปราบยุคเข็ญหรือพระศรีอารย์นั้น ได้ให้พระวิษณุกรรม(พระวิศวกรรม) มาสร้างกรุงเทพฯเพื่อจะได้มาจุติ ดังนั้นพระศรีอารย์ประสูติที่กรุงเทพฯ 
ในขณะที่นอสตราดามุส (นอสตระดามัส) ได้บ่งว่าพระศรีอารย์เป็นลูกคนจน เกิดที่เมืองที่เคยเป็นทะเลมาก่อน และเมืองนี้ไม่สามารถวัดระยะได้ ซึ่งนอสตราดามุสได้ชี้ถึงเมืองที่วัดไม่ได้นั้นคือเมืองเทวดา และเมืองเทวดาที่เคยเป็นทะเลมาก่อนคือกรุงเทพมหานครของประเทศไทย 
นอกจากนี้ยังมีพุทธทำนายที่บ่งบอกสถานที่ที่พระศรีอารย์มาจุติคือ ประเทศในชมพูทวีปหรือทวีปของพระพุทธศาสนา ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในชมพูทวีป และเป็นประเทศเดียวที่มีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข ฉะนั้นพระศรีอารย์จึงเป็นคนไทย

ที่น่าสนใจ นอสตราดามุสบ่งไว้ว่าพระศรีอารย์จะรูุ้้ว่านักวิทยาศาสตร์ทำอะไรผิดและจะแก้ไขอย่างไร

คำทำนายและตำนานต่างๆได้บ่งบอกเกี่ยวกับพระศรีอารย์ไว้มาก เช่นเวลาประสูติในช่วงปีอะไร เวลาที่ตรัสรู้ (ตามที่พระพุทธเจ้าโคตมตรัสไว้) ที่อยู่ปัจจุบัน ความรู้ความสามารถ เป็นต้น ดังนั้นหลักฐานต่างๆจะช่วยให้ผู้ที่ไม่ใช่พระศรีอารย์จริงไม่สามารถหลอกลวงผู้อื่นได้ไม่ว่าจะเป็นการตั้งใจหรือไม่

ยุคพระศรีอารย์เป็นอย่างไร
ยุคพระศรีอารย์เป็นกฤดายุคหรือยุคทอง ยุคที่ความลับของสวรรค์ถูกเปิดเผย สันติสุขและสันติภาพไม่มีที่สิ้นสุด นั่นหมายความว่า คนเลวคนชั่วจะหมดไปจากโลก การฆ่ากัน ข่มขืนกัน หลอกลวงกัน การทำผิดศีลธรรมจะไม่มี การรังเกียจเช่นผิว การแบ่งแยกเช่นภาคใต้ของไทย การเอารัดเอาเปรียบจะหมดไป ความเมตตากรุณาจะเกิดขึ้นในทุกผู้คนไม่ว่าจะเป็นเด็ก เป็นผู้ใหญ่หรือ ผู้สูงอายุ สำหรับผู้อ่อนแอจะมีผู้ดูแลรักษาไม่ถูกทิ้งขว้าง
ฝนจะตกต้องตามฤดูกาล พืชผลการเกษตรอุดมสมบูรณ์ ป่าไม้จะเขียวชอุ่ม เรื่องโลกร้อนหรือเกิดความผิดปกติของโลกจะหยุดลง ผู้คนมีกินมีใช้ไม่อดหยาก มีที่อยู่อาศัย มีเครื่องนุ่งห่ม มียารักษาโรค ทุกรุ่นทุกวัยจะได้รับการศึกษาตามความประสงค์และความสามารถของแต่ละบุคคลโดยไม่แยกว่าเป็นคนรวยคนจน ทุกๆคนจะไม่มีหนี้สิน การค้าขายเป็นไปด้วยความยุติธรรม ทุกคนมีความรู้จริง "อริปัญญา" รู้หลักการปฏิบัติตนให้ได้ผลนำไปสู่นิพพาน เมื่อทุกๆคนมีความสุขทั่วหน้า การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นไม่มี เพราะมนุษย์จะรู้กฎเกณฑ์การลงโทษผู้ทำบาป ทำให้การทำบาปเป็นสิ่งที่มนุษย์กลัวเกรงมากที่สุด สิ่งที่กล่าวมามีอยู่ในคัมภีร์ของศาสนาและลัทธิที่สำคัญของโลก คำทำนายต่างๆ ที่ใครๆก็หาอ่านได้

ในยุคทองเป็นยุคที่โลกมนุษย์เหมือนเมืองหนึ่งบนสวรรค์
มีศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อระดับโลกหลายท่านที่ศึกษาเรื่องพระศรีอารย์ มีคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้ เช่น พระศรีอารย์จะทำอย่างไรให้เกิดศาสนาเดียวทั้งๆที่พระศรีอารย์ไม่ได้เป็นศาสดาหรือผู้สอนศาสนา และ พระศรีอารย์จะแก้ด้านเศรษฐกิจและสังคมของมนุษย์ได้อย่างไร เป็นต้น

แยกพระศรีอารย์พระองค์จริงออกจากพระศรีอารย์ปลอม
ในปัจจุบันมีการเผยแผ่เรื่องพระศรีอารย์ในรูปแบบต่างๆกัน ประเด็นที่ใช้จูงใจคือความเชื่อ หรือมีอิทธิปาฏิหาริย์ ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่เบื่อหน่ายในเรื่องพระศรีอารย์ บ้างก็กลัวว่าจะพบพระศรีอารย์ปลอม หรือการหลอกลวงต้มตุ๋น

พระศรีอารย์มีพระองค์จริงในปัจจุบัน ถ้ามีการหาข้อเท็จจริงจะสามารถปรากฏพระองค์ได้ในวันนี้พรุ่งนี้ การกลัวจะพบพระศรีอารย์ปลอมเป็นไปไม่ได้ เพราะตำนานของศาสนาและลัทธิที่สำคัญๆของโลก ตลอดจนคำทำนายต่างๆได้บ่งบอกคุณลักษณะของพระศรีอารย์ไว้มาก ผู้ปลอมแปลงที่ต้องการเป็นพระศรีอารย์ จะไม่สามารถล่วงรู้และไม่สามารถเฉลยความลับและแสดงหลักฐานต่างๆที่มีอยู่ เช่น พระศรีอารย์เกิดที่ไหน มีความรู้ความสามารถอย่างไร บ้านของพระศรีอารย์ในปัจจุบันจะอยู่ในเมืองเล็กที่ตั้งอยู่ในเมืองใหญ่ บ้านนี้ยังตั้งอยู่บนยอดเขาหลายๆลูก ที่สูงกว่าเขาใดๆ เป็นต้น ถ้าถามว่าสถานที่และบ้านเช่นนี้มีจริงหรือไม่ คำตอบพบว่ามีจริง ดู เวปยอดนิยมที่นี่

ดังนั้นถ้ามีการพิสูจน์ความจริง พระศรีอารย์องค์จริงจะต้องปรากฏต่อหน้าผู้คนทั่วไป และจะต้องทำตามคำทำนายและี่ตำนานได้บ่งไว้ และพระศรีอารย์จะพามนุษย์ผ่านกลียุคเข้าไปสู่ยุคทอง โดยไม่เกิดโลกามหาวินาศ (2012) ขึ้น

ประเทศไทยและคนทั่วโลกได้อะไรจากพระศรีอารย์
การพิสูจน์ความจริงเรื่องพระศรีอารย์เกิดขึ้นในประเทศไทย จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางแห่งศรีวิไลของโลก และการเปลี่ยนกลียุคเป็นกฤดายุคจะเป็นไปโดยสันติวิธี แต่ถ้าคนทั่วไปไม่สนใจที่จะหาความจริงในเรื่องพระศรีอารย์ที่จะมาช่วยมนุษยโลก โลกามหาวินาศ (2012) น่าจะเกิดขึ้น เพื่อให้การเปลี่ยนยุคเป็นไปได้ การที่มนุษย์จะโทษสวรรค์ทำรุนแรงก็ไม่ควรเพราะเขาให้โอกาสแล้ว แต่มนุษย์ไม่สนใจเอาแต่ฝักใฝ่แต่เหล่ามาร หรือมองเห็นความเห็นแก่ตนเป็นสำคัญ

ฉะนั้นเราควรมีสติ เราทั้งหลายคิดอะไรกันอยู่ถึงไม่สนใจสิ่งดีงาม หรือถูกมารสิงสู่ให้หมดสติหมดความคิดในสิ่งที่ถูกที่ควร อะไรหรือที่มาปกบิดบดบังดวงตาดวงจิตอันบริษุทธิ์ของท่าน

ทำไมผู้คนส่วนมากไม่สนใจในเรื่องพระศรีอารย์
เมื่อพระศรีอารย์ปรากฏพระองค์ มารย่อมพ่ายแพ้ ดังนั้นมารจำเป็นต้องหาวิธีการทำลายพระศรีอารย์อย่างเช่นที่เคยทำกับพระพุทธเจ้าโคตมมาแล้ว มารยังสิงสู่จิตใจของผู้ที่มีความผูกพันกับมาร หรือผู้เป็นมารโดยชาติกำเหนิดมาเกิดในเมืองมนุษย์ ผู้ขาดปัญญาธรรมที่แท้จริง ผู้มีจิตอ่อน ผู้มีทิฐิ เช่นผู้อวดรู้อวดดี ขาดการพิจารณาถึงเหตุผล ทำให้ไม่้สนใจเรื่องพระศรีอารย์โดยกลอุบายต่างๆของมาร

บาปทำให้ไม่เห็นความจริง
เมื่อเราไม่เข้าใจกาลามสูตร เราจะเชื่ออะไรๆที่ตรงกับความต้องการของตน จนหมดโอกาสมีความคิดความอ่านที่อาจเป็นประโยชน์กว่า ดังตัวอย่างที่กล่าวมาเบื้องต้น

การพิสูจน์ความจริงเรื่องพระศรีอารย์เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ไม่มีผลเสียหายใด นอกจากทุกคนจะได้รับประโยชน์ที่แท้จริง เรื่องของพระศรีอารย์มีอีกมากที่ยังไม่ได้นำมาเผยแผ่ในเวปนี้ และมีรายละเอียดโดยไม่มีอิทธิปาฏิหาริย์เกี่ยวข้อง แต่เป็นเรื่องที่มีที่มาที่ไปเป็นเหตุผล และสามารถพิสูจน์หลักฐานในทางวิทยาศาสตร์ได้ ท่านผู้สนใจดูเวปภาษาไทยได้ที่ www.metteya.org หรือภาษาอังกฤษที่ www.selfwisdom.net ซึ่งเวปนี้กำลังเป็นที่นิยมอยู่ทั่วโลก

จากข้อมูลตามที่กล่าวมา คงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ไม่ใช่พระศรีอารย์พระองค์จริง จะสามารถแสดงความรู้ความสามารถและมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ประกอบได้ ยกเว้นผู้นั้นจะเป็นพระศรีอารย์พระองค์จริง

 

ที่มา http://www.metteya.org/sriann/conquerer.html  

 ...........................................................................................................................

 พระพุทธทำนายหลังกึ่งพุทธกาล


สาธุอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นพระสัพพัญญูรู้แจ้งโลกทั้งในอดีตและอนาคต ทรงมีเมตตากรุณาแก่สัตว์โลกเป็นล้นพ้นเมื่อครั้งพระองค์ดำรงพระชนมายุอยู่ ได้ตรัสแก่พระอานนท์ว่า

ดูกรอานนท์เมื่อศาสนาตถาคตล่วงเลยไปถึงกึ่งพุทธกาลสัตว์โลกทั้งหลาย ที่เกิดในยุคนั้นจะพบแต่ความลำบากทุกชาติทุกศาสนา ตามธรรมชาติอันหมุนเวียนของโลกที่หมุนไปใกล้ความแตกทำลายแผ่นดินแผ่นน้ำจะลุกเป็นไฟมนุษย์และสัตว์จะได้รับภัยพิบัติสารพัดทั่วทิศ

คนในสมัยนั้น (คือปัจจุบัน) จะมีวิสัยโหดดุจกำเนิดจากสัตว์ป่าอำมหิตจะรบราฆ่าฟันกันถึงเลือดนองแผ่นดินแผ่นน้ำส่วนเวไนยสัตว์ผู้ขวนขวายในกุศลตามวัจนะของตถาคตก็จะระงับร้อนไม่รุนแรงบ้านเมืองใดมีความเคารพยำเกรงในพระรัตนตรัยและคุณบิดามารดาเหตุร้ายภัยพิบัติจักเบาบาง แต่ก็จะหนีกฎแห่งธรรมชาติไม่พ้น
เริ่มแต่พระพุทธศาสนาล่วงเลย ๒,๕๐๐ ปีเป็นต้นไปไฟจะลุกลามมาทางทิศตะวันออกไหม้วัดวาอาราม สมณะชีพราหมณ์จะอดอยากยากเข็ญลูกไฟจะตกจากฟ้าเป็นเพลิงเผาผลาญเหล็กกล้าจะทะยานจากน้ำมหาสมุทรจะชอกช้ำสงครามจะทั่วทิศศึกจะติดเมืองข้าวจะขาดแคลนทั่วแคว้นจะอดอยากผีโขมดป่าจะเข้าเมืองพระเสื้อเมืองทรงเมือง จะหนีเข้าไพรผู้เป็นใหญ่มีอำนาจจะเรียกแมลงผีเสื้อเหล็กนับแสนตัวมาปล่อยไข่เป็นไฟผลาญยักษ์หินที่ถูกสาปให้หลับมาเป็นเวลานานจะตื่นขึ้นมาอาละวาดโลกดินฟ้าอากาศจะแปรปรวน ตลิ่งจะพังแผ่นดินจะล่มเป็นทะเลโลกมนุษย์จะดิ่งสู่ความหายนะ นักปราชญ์จะถูกทำร้ายให้สิ้นสูญ ในระยะนั้นศาสนาของตาคตเสื่อมลงมากเพราะพุทธบริษัทไม่ตั้งอยู่ในศีลในธรรมเชื่อคำของคนโกงกล่าวคำเท็จไม่เคารพหลักธรรมนิยมคนประจบสอพลอได้รับการเชื่อถือในสังคม ผู้มีศีลธรรมประพฤติปฏิบัติดีกลับไม่มีใครเคารพยำเกรง

พระธรรมจะเริ่มเปล่งแสงรัศมีฉายส่องโลกอีกวาระหนึ่งก็ต่อเมื่อมีธรรมิกราชโพธิญาณบังเกิดขึ้นอยู่ในความอุปถัมภ์ของพระเถระผู้ทรงธรรมฤทธิ์ทั้งสองพระองค์สถิตย์อยู่ณ เบื้องทิศตะวันออกของมัชฌิมประเทศจะเสด็จมาเสริมสร้างศาสนาของตาคตให้รุ่งเรืองสืบไปถึง๕,๐๐๐พระวรรษา

ดู่ก่อนอานนท์เวลานั้นพลโลกเหลือน้อยคำทำนายของตถาคตนี้ย่อมยังเวไนยสัตว์ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทผู้ใดรู้แล้วไม่เชื่อ นับว่าเป็นกรรมของสัตว์โลก ที่ต้องสิ้นสุดไปตามกรรมชั่วของตน

ผู้ใดปรารถนารอดพ้นจากภัยพิบัติให้รักษาศีล๕ ประการเจริญเมตตากรุณา ประกอบสัมมาอาชีพมีใจสันโดษรู้จักพอไม่โป้ปดคดโกง ไม่หลงมัวเมาอำนาจและลาภยศตั้งใจประพฤติตนตามคำสอนของตาคตให้มั่นคง จึงพ้นอันตรายในยุคกึ่งพุทธกาล

ท่านผู้อ่านที่เคารพ พระพุทธทำนาย หรือพุทธฏีกาพยากรณ์ดังว่านี้พระพุทธองค์ท่านทรงตรัสแก่พระอานนท์ พระพุทธอนุชา ซึ่งปรนนิบัติรับใช้ใกล้ชิดจวบจนเสด็จสู่ปรินิพพานอันพระอานนท์นั้นนับได้ว่าเป็นผู้ที่ฟังธรรมของพระพุทธองค์มากที่สุด เป็นบุคคลสำคัญในการสังคายนาพระไตรปิฏกครั้งที่๑ ท่านเป็นผู้ที่มีความจำเป็นเลิศ ท่านได้ถ่ายทอดหลักธรรมของพระพุทธองค์ที่ได้ยินได้ฟังมาแก่ที่ประชุมสงฆ์ และได้ใช้เป็นหลักคำสอนในพระพุทธศาสนามาจนทุกวันนี้ 
เมื่อพระพุทธองค์ทรงประกาศพระศาสนา ได้ทรงมีพุทธดำรัสว่าศาสนาของพระพุทธองค์นั้น จะมีอายุเพียง ๕,๐๐๐ ปีเท่านั้น ต่อจากนั้นโลกก็จะว่างจากศาสนา อยู่ในช่วงกลียุคจวบจนถึงวาระอันควร โลกก็จะอุบัติพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นมาใหม่อีกพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า"พระศรีอาริยเมตไตรย์"เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่๕นับเป็นองค์สุดท้ายในภัทรกัปป์นี้
ก่อนที่พระพุทธองค์จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ท่านได้ตรัสถามแก่พระอานนท์ว่าในศาสนาของตถาคตรวม ๕,๐๐๐ ปี นี้ใครจะขออะไรบ้าง
พระอานนท์ก็ทูลขอให้พระภิกษุสงฆ์ สามเณรภิกษุณี ชี พราหมณ์ อุบาสก อุบาสิกา เป็นผู้ดูแลและบำรุงพระศาสนาเป็นเวลา ๒,๕๐๐ปี พระพุทธองค์ก็ตรัสถามต่อไปว่า ใครจะขออะไรอีก เหล่าเทพยดาทั้งหลาย ทั้งพระอินทร์ พระพรหมจึงทูลขอให้เหล่าทวยเทพทั้งหลาย ได้ปรนนิบัติบำรุงพระศาสนา เพียงครึ่งหนึ่งของพระอานนท์ คือ ๑,๒๕๐ ปี พระองค์ก็ทรงอนุญาต และก็ได้ตรัสถามต่อไปอีกว่า ยังเหลืออยู่ ๑,๒๕๐ ปี นั้นเล่าใครจะขอต่อไป
บรรดาเหล่าครุฑาวาสุกรี คนธรรม์นาฏกุเวร นาคราช กินนร กินรี และภูติผีปีศาจจึงทูลขอคุ้มครองดูแลและปรนนิบัติบำรุงต่อไปอีก ๑,๒๕๐ ปี โดยร่วมแรงร่วมใจกันผนึกกำลังกันไปจนกว่าศาสนาจะค่อย ๆ เรียวลงไป มนุษย์ก็จะเล็กลงๆ ไปตามลำดับ
ขอบคุณที่มา : http://www.pantown.com/board.php?id=14437&area=1&name=board1&topic=50&action=view
ขออนุโมทนาสาธุกาลเป็นอย่างสูงที่เอื้อเฟื้อข้อมูล  มีอีกเยอะนะครับเเต่ขอให้ทราบเเค่นี้ก่อนการทำนายของครูบาอาจารย์ต่างๆยังไม่เอามาลง ถ้าเกิดเหตุการจริงๆอย่างที่ครูบาอาจารย์ต่างๆทำนายไว้จะมีหนังสือเเจกจ่ายกันอีกที มาจากเวปพลังจิตนะครับ

 ที่มา http://dek-d.com/board/view.php?id=988418

....................................................................................................................

ตำนานพระศรีอาริย์กลางศาสนา ๑

 

ศรีอาริยวงศ์กลางศาสนา

เมื่อพระศรีอาริย์มาปรากฏเป็นพระบรมจักรพัตราธิราช ในท่ามกลางพระพุทธศาสนานี้

พระอิศวรผู้เป็นเจ้าประกาศิตให้เทวดาลงมารักษาพระราชวังถึง 50,000 องค์ ยักษ์อีก 50,000 ตน นาคและครุฑก็จะเป็นมิตรกัน และจะมารักษาปราสาทราชวังด้วยเป็นจำนวนมาก

เชื้อพระวงศ์ของพระศรีอาริย์ จะอุปถัมภ์ยกยอพระพุทธศาสนาสืบๆ ต่อกันไปจนอีก 1309 ปี คือลุ พ.ศ. 3850 ปีเศษ จึงสิ้นเชื้อสายพระศรีอาริย์คนสุดท้ายมีนามว่า “ เสารรัญญา” หรือ “ พยาเสารราช”   [ ศรีอาริยวงศ์ 1000ปี ในเล่มนี้ ไปตรงกับแผ่นดินของพระเจ้า ซึ่งพระเยซูจะกลับมาปกครองโลกอยู่ 1000 ปีเหมือนกัน เรียกว่าMillennium ภาษาอังกฤษเรียกว่า ศรีอารยะ (Sriaraya) ภาษาบาลีเรียกว่าสิริอริยะ (Siriariya)]  แม้กระนั้นก็มีเทวดานาคครุฑ เฝ้าปราสาทราชมณเฑียรอยู่มาก

เมื่อพ้นจากพญาเสารราชไปแล้ว พระเสื้อเมืองทรงเมืองทั้งหลาย ก็ละทิ้งบ้านเมืองหลบหนีเข้าป่าไปหมดสิ้น ดังเช่นในยุคปัจจุบันนี้ เพราะอธรรมทั้ง และ อคติทั้ง เข้าครอบงำสันดานประมุขและรัฐบุรุษ จนบ้านเรือนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า มหาภัย 10 ประการ ก็คุกคามประชาชนพลเมืองอยู่ทั่วไป

ครั้นแล้วก็จะบังเกิดพญาธรรมิกราชองค์ที่ 4 มายอยกพระพุทธศาสนาอีก และจะเกิดที่นครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) จะทรงเกียรติขนาดพระเจ้าอโศกมหาราช หาใช่บรมจักรพัตราธิราชดั่งเช่น พระศรีอาริย์ในท่ามกลางพุทธศาสนานี้ไม่

ในตำนานมันดาเลของพม่านั้น กล่าวว่า

พระราชวังของพระศรีอาริย์ธรรมิกราชนั้นจะมีประตู 80 ประตู จะมีฝูงเทวดาและยักษ์รักษาแน่นขนัด จะเข้าออกได้แต่มนุษย์ที่มีศีลธรรมอันดีงามเท่านั้น ปราสาทราชวังนั้นจะสว่างรุ่งโรจน์ด้วยแสงแก้วมณีโชติ กลางคืนจะกลับกลายเป็นกลางวัน จะผิดกันก็แต่ว่า ความสว่างของแสงแก้วนั้นจะเย็นตาเย็นกาย ไม่ร้อนระอุเหมือนแสงอาทิตย์ในเวลากลางวันอย่างธรรมดา

พิษณุเทพบุตร จะไปนำเอาผลมะม่วงกาซอ (ผลไม้โรทันตี) จากสวรรค์มาถวายพระศรีอาริย์ธรรมิกราช เมื่อเสวยแล้วรูปร่างก็กลับกลายเป็นหนุ่มเหมือนอายุ 20 เศษ

จะมีพระมหาเถระ 24 รูป เดินทางมาจากทิศต่างๆ เพื่อชมบารมีพระศรีอาริย์ธรรมิกราช พระศรีอาริย์ธรรมิกราชจึงเอามะม่วงกาซอ (มะม่วงลอกคราบ) เข้าถวายพระผู้เฒ่าทั้ง 24 รูป พระผู้เฒ่าทั้งหมดเมื่อฉันแล้วก็ง่วงนอน และหลับไปด้วยความสบาย ครั้นตื่นขึ้นแล้วผิวพรรณก็กลับกลายเป็นหนุ่มไปหมดทั้ง 24 รูป รู้สึกว่ากระปี้กระเปร่าแข็งแรงขึ้นอย่างผิดธรรมดา

พระศรีอาริย์จึงเอาเมล็ดมะม่วงลอกคราบนั้นปลูกลงในดินริมปราสาท ก็พลันงอกงามเป็นต้นเป็นลำและแตกกิ่งก้านสาขาขึ้นในทันที ประกอบด้วยช่อและดอกออกผลเต็มไปหมด โดยไม่ต้องรอเวลาหรือฤดูกาลใดๆ เลย

ฝูงมนุษย์ก็จะไหลมาเทมาเพื่อบริโภคมะม่วงลอกคราบอันวิเศษนั้น ครั้นแล้วคนแก่ก็จะกลายเป็นหนุ่ม คนที่มีผิวพรรณไม่งามก็จะงาม คนอ่อนแอก็จะแข็งแรงไปทั่วทุกรูปทุกนาม โลกจะถึงความเป็นสวรรค์ทั้งในด้านผิวพรรณและโภคทรัพย์ ฯลฯ และ
จะมีต้นไม้กาลปพฤกษ์ทิพย์ถึง 1,600 ต้น (โรงทาน) ทั่วทั้งโลก
อนึ่ง 
พระมหานครอันบรมสุข จะได้ถูกก่อสร้างตึกรามขึ้น 36,000,000 หลัง จะเป็นที่อยู่ของพลเมืองที่เป็นสัมมาทิฏฐิทั้งสิ้น และว่าในยุคนั้น จะมีผู้หญิงมากผู้ชายน้อย เพราะผู้ชายไปตายในกองทัพถึง ใน ส่วน ผลสุดท้ายผู้ชายคนเดียวจะมีภรรยา คน 10 คน ผู้หญิงจึงหาสามีที่โสดๆไม่ได้ง่ายนัก จริงเท็จอยู่กับตำรา (แจ้งอยู่ในใบลาน 3-4 ผูก)

พระนครผู้มีบุญและสัตตรัตนะ

ในคริสต์ศาสนา ความในพระคัมภีร์วิวรณ์บอกว่า

เมื่อคริสต์ศักราชครบ 2,000 ปีแล้ว พระเยซูคริสต์เจ้าจะเสด็จลงมาปกครองโลก โดยมีเมืองหลวงอยู่ที่นครเยรูซาเลม และการปกครองของพระเยซูในครั้งนี้จะกินเวลารวมทั้งสิ้น 1,000 ปี

ในคติทางพระพุทธศาสนาก็เช่นเดียวกัน ได้มีความเชื่อในหมู่ของชาวพุทธแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะชาวพุทธของเมืองไทยว่า ภาคเหนือของไทยจะถูกสถาปนาขึ้นเป็นมหาอาณาจักรสัมมาทิฏฐิ

พระอิศวรเป็นเจ้า หรืออินทราธิราช จึงนำเอาปราสาท หลังขึ้นมาตั้งไว้บนแผ่นดิน คือ ปราสาทแก้ว ปราสาททอง ปราสาทเงิน กว้างหลังละ กิโลเมตรเท่ากันทั้ง หลัง แล้วเนรมิตกำแพงแก้วล้อมปราสาททั้ง หลัง กว้างยาวเท่ากันด้านละ16 กิโลเมตร เอาแก้วมณีโชติมาติดไว้บนยอดธาตุ รัศมีของแก้วนั้นจะสว่างแจ้งไปโดยรอบถึง กิโลเมตร กลางคืนจะสว่างเหมือนกลางวัน

พระนครที่อินทราธิราชสร้างนั้นจะสว่างเหมือนกลางวัน พระนครที่อินทราธิราชสร้างนั้นจะได้นามว่า “ อินทราอุปการนคร” จะมีต้นกาลพฤกษ์ทิพย์ 4 ต้น เกิดขึ้นทั้ง ด้านกำแพงเมือง (ต้นกาลพฤกษ์นี้น่าจะได้แก่ ศูนย์รวมของสิ่งต่างๆ ทำนองเดียวกับศูนย์การค้าหรือช็อปปิ้งเซ็นเตอร์ในปัจจุบัน)

เมื่อพระศรีอาริย์ดำรงตำแหน่งบรมจักรประมุขโลกแล้ว ก็จะขนเอาเงินที่เกิดขึ้นด้วยบุญบารมีทั้งหลายมาให้โรงกษาปณ์สร้างเหรียญเงินและเหรียญทอง เหลือที่จะประมาณแล้วก็กว้านซื้อเอาสรรพวัตถุสินค้าทั้งหลาย เป็นต้นว่า เครื่องยนต์กลไกต่างๆ เสื้อผ้าต่างๆ เครื่องสำอางต่างๆ ฯลฯ จากโรงงานทั้งหลายทั่วโลกมารวมไว้ในโรงทาน (เทียบได้กับศูนย์การค้าในปัจจุบัน)

เมื่อผู้ใดปรารถนาอันใด ก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยเซ็นจ่ายให้ตามความปรารถนา เช่น รถยนต์ จักรเย็บผ้า นาฬิกา เสื้อผ้า ฯลฯ จะไม่ลำเอียงและเอาเงินเอาทองใครเลย เพราะพระศรีอาริย์ไม่ใช่พ่อค้าการเงิน แต่เป็นพ่อค้าการบุญ จึงเรียกอีกนามหนึ่งว่า “ ผู้มีบุญ” หรือ “ บุญฤทธิ์” หาใช่ “ อิทธิฤทธิ์” ซึ่ง “ บีบคนลงเป็นทาส” หรือ เหยียบคนลงเป็นขี้ข้า” ดังเช่นในทุกวันนี้

(หาอ่านเพิ่มเติมได้จาก หนังสือพระศรีอาริย์เจ้าโลก โดยรหัสยญาณ สำนักพิมพ์ลานอโศกเพรสกรุ๊ป โรงพิมพ์สหธรรมิก) 

http://gotoknow.org/blog/merit/154058

....................................................................................................................................................

ตำนานพระศรีอาริย์กลางศาสนา ๒

 

มูลแหตุที่พระศรีอาริย์จุติ 

พระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์ต้องจุติ หรืออวตารลงมาปรากฏตัวในรูปของมนุษย์ ในระหว่างจะเข้าสู่ท่ามกลางพระพุทธศาสนานี้ (นารายณ์ปางที่ 10 ) ก็เนื่องด้วยเหตุผลหลายประการ

1. เหตุด้วยกรรมวิบากที่พระศรีศากยมุนีโคดม กับพระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์ ได้สร้างบารมีผูกเวรกันมาในอดีตชาติ
2. เหตุด้วยจะสนธิศาสนาพระโคดม กับพระศรีอาริยเมตไตรยเจ้าให้สัมพันธ์สืบต่อไปในอนาคต
3. เหตุด้วยจะเปิดเผยบารมีทั้งหลาย มีทานบารมีและศีลบารมี เป็นต้นให้ปรากฏแก่โลก เพื่อประวัติศาสตร์และตัวอย่างแก่มนุษย์ในเรื่องพุทธภูมิ เหมือนดังพระเวสสันดรโพธิสัตว์ได้กระทำไปแล้ว
4. เหตุด้วยจะบำราบปราบอธรรม คือคนชั่วร้าย ให้กลับตัวและวางศีลธรรมอันวิเศษให้แก่โลกใหม่ ในทำนอง กฤตยุค” ซึ่งบริบูรณ์ด้วยศีลธรรมโพ้น
5. เหตุด้วยจะสงเคราะห์ฝูงมนุษย์ที่ยากไร้อนาถา ด้วยสมบัติบรมจักร เพื่อให้มนุษย์สมบูรณ์พูนสุข ด้วยเครื่องอุปโภค บริโภคสม่ำเสมอกัน
6. เหตุจะชำระสะสางความมัวหมองของบรรดาพุทธบริษัท ซึ่งกำลังเสื่อมชำรุดหรือกิ่วคอดเหมือนคอสากอยู่นี้ให้เจริญถาวรสืบต่อไปจนสิ้นสุดพระพุทธศาสนา
7. มูลเหตุกรรมวิบาก ซึ่งได้ผูกเวรสืบกันมาในอดีตชาตินั้น ปรากฏชัดในตำนาน “ อธิษฐานดอกบัว” กล่าวไว้ดังนี้

องค์พระเมตไตรยต้องบุรพกรรม


สมัยหนึ่ง ที่องค์พระเมตไตรยต้องบุรพกรรม มาเกิดเป็นนางยักษ์ รูปร่างร้ายอยู่ในป่า องค์พระ โคตมะกำลังบำเพ็ญบารมีอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเอราวดี ด้วยสัพพัญญุตญาณทราบว่า นางยักษ์นี้ได้ก่อสร้างบารมี 30 ทัศมามากมาย แต่เพราะผลกรรมที่กระทำกาเมสุมิจฉาจารกับภรรยาผู้อื่น จึงมาเกิดเป็นนางยักษ์ชาตินี้ พระองค์จึงเสด็จมาโปรด นางยักษ์แลเห็นลักษณะอันประเสริฐ จิตเลื่อมใสก้มลงกราบ เมื่อองค์พระโคตมะตรัสเทศนาพระธรรม นางยักษ์ปลงใจเด็ดขาด ตัดเอาเต้านมทั้งสองถวายเป็นพุทธบูชา อานิสงส์นางยักษ์ตัดเต้านมทั้งสองมากระทำสักการบูชาพระตถาคตครั้งนั้น ส่งผลให้นางยักษ์พ้นจากอิตถีเพศ คือ ท่านจะเกิดเป็นหญิงแต่เพียงชาติเดียวเท่านั้น นางยักษ์นี้ได้สร้างพุทธวิริยบารมีมาถึง 80 อสงไขยกัป คือ ปรารถนาอยู่ในใจถึง 36 อสงไขยกัป ลั่นวาจาว่า จะเป็นพระพุทธเจ้าอีก 28 กัป

และในกาลก่อน พระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า "
มหุตชินสีห์ได้ทรงพยากรณ์ว่า "ท่านจะเวียนว่ายตายเกิดสืบต่อไปอีก 16 อสงไขยกัป ก็จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า พระศรีอาริยเมตไตรย ในอนาคตกาล" และในท่ามกลางพระพุทธศาสนาของพระพุทธโคดม ท่านจะมาช่วยสืบอายุพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองไปจนตลอด 5,000 ปี

กาลต่อมา ในชาติหนึ่งที่พระเมตไตรยมาเกิดเป็นมนุษย์ชาวไร่ กระทำไร่เลี้ยงชีวิตอยู่ริมภูเขา ตักกคีรี ซึ่งเป็นภูเขาเดียวกับที่ฝูงลิงถ่ายอุจจาระใส่ผ้าอาบของพระพุทธเจ้านั้นเอง ขณะที่เมตไตรยกระทาชายวิ่งไล่ขับฝูงลิงที่ลงมากินแตงโมในไร่นั้น 
ก็เลยวิ่งเลยถลำ ไปเหยียบเอาพระฉาย คือ เงาของพระพุทธเจ้าโดยไม่ทันสังเกต เมื่อเหลียวมาพบพระโคตมะ จิตเลื่อมใสศรัทธา จึงนำเอาแตงโมมาถวาย ลูก แต่มีลูกหนึ่งที่รอยหนูกัดเป็นโพรงกุศลผลทานครั้งนั้น จะส่งท่านมาเกิดเป็นพระยาจักรพัตราธิราชอันประเสริฐ ในท่ามกลางศาสนาของพระตถาคต และจะช่วยสังคายนา ชำระสะสางพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป ศาสนาของพระพุทธโคดมจะปกแผ่ไปทั่วทั้งเมืองคนขาว เมืองคนเทา ปกแผ่ไปทั่วโลก ส่วนวิบากกรรมที่ท่านได้เหยียบเงาพระตถาคตนั้น เมื่อท่านได้มาเกิดเป็นมนุษย์จะมีรูปร่างหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ บนศรีษะก็จะมีรอยแผลเป็น ดุจดังรอยหนูเจาะแตงโม แต่ในภายหลัง ท่านจะมีผิวพรรณวรรณะ สวยสดงดงามดั่งเทพบนสวรรค์ เพราะได้บริโภคของทิพย์ ของพระอิศวรเทพเจ้า

ตามบุรพกรรมสัญญาที่มาระหว่างองค์พุทธที่ และองค์พุทธที่ ทำให้องค์พระเมตไตรยโพธิสัตว์ จะต้องมาช่วยสืบอายุพุทธศาสนาของพระพุทธโคดม จวบจนครบพุทธกาลดั่งนี้แล และในระหว่างกาลแห่งการรักษาศาสนจักร อาณาจักรแห่งองค์พุทธที่ จะอยู่ในนามว่า "ภายใต้รังสีพระศรีอาริยเมตไตรย" เพราะอำนาจสิทธิแห่งวงศ์ศาสนจักรยังเป็นขององค์พุทธที่ แต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น
อดีตกรรม


เอกัง สะมะยัง ในสมัยหนึ่งพระพุทธโคดมได้เสด็จเลียบมาถึงแม่น้ำสายหนึ่ง ในแคว้นสุวัณณภูมิ ซึ่งไหลผ่าน ภูเขาตักกคีรี พระองค์ลงสรงน้ำเรียบร้อยแล้ว ก็เอาผ้าอาบตากไว้บนฝั่งแม่น้ำ จึงเสด็จขึ้นประทับอยู่บนภูเขาลูกนั้น มีลิงแม่ลูกอ่อนฝูงหนึ่งอุ้มลูกออกจากชายป่า พลันก็ถ่ายอุจจาระของมันลงบนผ้าอาบของพระองค์ ซ้ำเอาหว่านเล่นเสียเลอะเทอะ คงเหลืออยู่ชายเดียว ณ บัดนั้นก็ได้มีนกยางปอน (นกยางขาว) ตัวหนึ่งบินมาจับลงที่ศรีษะของแม่ลิงตัวหนึ่ง แล้วก็เหลียวหน้ามองไปโดยรอบทั่วทุกทิศ ในทันใดรัศมี ซึ่งเป็นสีต่าง ๆ ได้พุ่งปราดออกจากพระเขี้ยวทั้งสี่ของพระพุทธเจ้า พระอานนท์ผู้อุปัฏฐาก จึงทูลถามเหตุการณ์อันประหลาดนั้น พระองค์ทรงตรัสพยากรณ์ว่า:-

"ดูก่อนอานนท์ ผ้าอาบของตถาคต ได้แก่ ศาสนาที่ตถาคตวางไว้ ลิงแม่ลูกอ่อนที่มาถ่ายมูลเลอะเทอะหมดถึงชายนั้น ได้แก่ กองทัพ ซึ่งจะมารบราฆ่าฟันกันตาย เหลือที่จะคณานับ ศาสนาของตถาคตจะเสื่อมทรุดไปถึงใน ส่วน คงค้างอยู่แต่เพียงส่วนเดียวและนกยางขาวที่บินมาจับหัวแม่ลิงนั้น คือ พระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์ จะมาปราบอธรรม และช่วยสืบอายุศาสนาของตถาคต เริ่มตั้งแต่ 2,500 ปีขึ้นไป จนครบ 5,000 ปี"


“ พระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์กับตถาคต ได้สร้างกรรมกันไว้ในอดีตชาติ” พระองค์ทรงบรรยายต่อ “ ในชาติอันหนึ่งเราทั้งสองเป็นสหายกัน ได้เอาดอกบัวคนละดอกเข้าไปอธิษฐานกันในวิหาร “ ถ้าใครจะได้เป็นพระพุทธเจ้าก่อน ก็ขอให้ดอกบัวของผู้นั้นบานก่อน” ในวันรุ่งขึ้นพระตถาคตได้เข้าไปดูดอกบัวนั้นแต่ยังไม่ทันสว่างแจ้งเห็นดอกบัวพระเมตไตรยบานก่อน ด้วยความที่อยากเป็นพระพุทธเจ้าก่อนพระเมตไตรย จึงลักเปลี่ยนดอกบัวของพระเมตไตรยมาไว้ที่พระตถาคต สับเปลี่ยนกันเสีย เมื่อพระเมตไตรยเข้าไปดูภายหลัง เห็นพระตถาคตลักเปลี่ยนเช่นนั้นจึงทำนายว่า โอ! สหาย ท่านจะได้เป็นพระพุทธเจ้าก่อนเราจริง แต่ทว่าฝูงมนุษย์ในยุคนั้นจะเป็นคนขี้ลักขี้ล่ายและใช้เงินดำ เงินแดง เงินกระดาษ กันอย่างพร่ำเพรื่อ มนุษย์จะไม่ซื่อสัตว์ต่อกัน จะทุจริตคิดมิชอบนานาประการ ฯลฯ เพราะกรรมที่ท่านได้สับเปลี่ยนดอกบัวของเราในครั้งนี้

พระพุทธเจ้าทรงเล่าอดีตนิทานจบแล้ว จึงพยากรณ์เหตุการณ์สืบต่อไปอีก

“ เมื่อพระเมตไตรยโพธิสัตว์จะมายกย่องศาสนาของพระตถาคตนั้น จะมีสรรพวัตถุทั้งหลายบังเกิดขึ้นแก่โลก อย่างแปลกประหลาดเหลือจะคณานับ ทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์นานาชนิด ก็จะไม่ได้ปั่นและทอด้วยมือเหมือนดังในศาสนาของตถาคต จะมีแต่ผ้าเนื้อบริสุทธิ์ ฝูงมนุษย์เขาจะไม่ติเตียนว่าป็นขี้หูขี้ตาเขาเท่าจะวัดวา (วัดหลาและเมตร) ก็จะมีในยามนั้น แม่หญิงจะนุ่งซิ่นเสื้อลายเหมือนหนังแย้ จะนุ่งเสื้อผ้าแขนกุดขาก้อม หญิงชายจะนุ่งผ้าเป็นอย่างเดียวกัน จะว่าชายก็บ่จริง จะว่าหญิงก็บ่แม่น แม่หญิงจะหวีผมปกหน้า จะใส่ต่างหูยาวง้ำหน้า พ่อชายจะใส่หมวกหุ้มหน้า (หมวกทำนองคาวบอย) สิ่งที่ไม่เคยรู้ก็จะได้รู้ สิ่งที่ไม่เคยเห็นก็จะได้เห็น พร้อมด้วยบุรพนิมิตอันชั่วร้ายต่างๆ ก็จะบังเกิดแก่โลกมากมายยิ่งนักดังนี้

1. ราชภัยท้าวพระยาจะบังคับเบียดเบียนพลเมือง
2. โจรภัยจะบังเกิดโจรผู้ร้ายปล้นสะดมทั่วไป
3. อัคคีภัยไฟจะไหม้บ้านเมืองไม่ขาดสาย
4. อสุนีบาตฟ้าจะผ่าสัตว์และคนล้มตายบ่อยๆ
5. เมทนีภัยแผ่นดินจะไหวสะท้านไม่ขาดสาย
6. วาตภัยจะเกิดลมร้ายพัดบ้านเมืองพินาศ
7. อุทกภัยน้ำท่วมบ้านเมืองและเรือกสวนไร่นา
8. ทุพภิกขภัยจะเกิดข้าวยากหมากแพงและอดอาหาร
9. พยาธิภัยจะเกิดโรคระบาดคนและสัตว์ล้มตาย
10. สัตถภัยจะรบราฆ่าฟันกันล้มตายร้ายแรง

ในขั้นสุดท้าย แผ่นดินจะไหวเดือนละหลายครั้ง จะมีสุริยคราสหรือจันทรคราสบ่อยครั้ง จะเห็นผีพุ่งไต้บ่อยๆ ดาวหางและแสงประหลาดจะบังเกิดให้เห็นไม่ขาดระยะ จะได้ยินเสียงดังในอากาศคล้ายระเบิดและปืนใหญ่ แร้งกาจะลงบินเกาะบ้านเมืองอย่างผิดธรรมดา ฝูงมนุษย์จะเดือดร้อนและขวักไขว่กันไปมา จะบังเกิดสงครามฆ่าฟันกันตายเหมือนใบไม้ร่วงไปทุกหนทุกแห่ง

ครั้นแล้ว จะมีคนหัวขาวหนวดยาว ขี่ม้าขาวเหาะลอยลงมายังท่ามกลางนครเชียงใหม่ นั่นคือองค์พระเมตไตรยโพธิสัตว์มาปรากฏเป็นที่พึ่งแก่โลกแล้ว 

http://gotoknow.org/blog/merit/154059

...........................................................................................................

 

ตำนานพระศรีอาริย์กลางศาสนา ๓

 

สงครามแย่งภูเขาทอง

เมื่อปรากฏภัย ๑๐ ประการหนาแน่นขึ้นก็จะปรากฏผู้เฒ่าผมขาวหนวดเครายาวขี่ม้าขาวเหาะลอยมายังท่ามกลางเมืองเชียงใหม่ นั่นคือองสมเด็จพระศรีอริยะเมตไตรยมาปรากฏเป็นที่พึ่งแก่โลกแล้ว อย่าสงสัยเลย

หลังจากนั้นไม่นานขุมทรัพย์ทั้ง ของพระศรีอาริย์ก็จะปรากฎเกิดขึ้นในสุวรรณภูมิ ระหว่างเชียงราย ฝาง เชียงใหม่ ลำพูน เพราะขุมทรัพย์อันมหาศาล คือแก้วแหวนเงินทองจะระเบิดออกในภาคเหนือของประเทศไทย ดอยเงินดอยคำและเพชรนิลจินดาจะแตกออกทั้งลูกดอย และจะมีหลายลูกด้วยกัน กองทัพจะเข้าแย่งชิงสมบัติเหล่านี้ มืดมัวไปทั้งสี่ทิศ ทหารของชาติต่างๆ จะล้มตายไปถึง ใน ส่วน คงเหลืออยู่เพียงส่วนเดียวเลือดจะไหลนองเป็นห้วยน้อย จนถึงกับพวกหนูต้องว่ายข้ามต่างก็จะยิงกันจนเหลวแหลก เพราะโลภตัณหา จะรบกันถึงชาติ แต่ขุนศึกสำคัญนั้นมี คน คือพญาลายตีนเป็นกงจักร พญาแขนสั้นราว (คืนแขนสั้นข้างยาวข้าง) พญาลิ้นกาฬ (ลิ้นดำ) ในตำนานพระศรีอาริย์จุติ ซึ่งพระอิศวรผู้เป็นเจ้าไปนิมนต์มาเกิดนั้นกล่าวไว้เป็นปัญหาว่า"ฤทธิ์เดชของพระยาแขนสั้นยาวนั้นมากมายเหลือหลาย เหล็กกลม กำยาว ศอก นั่งหย่องเยาะ เอามือซ้ายขว้างไปไกลได้ถึง 7 - 8 ไร่นา" ผู้เขียนขอวิจารณ์ว่า "เหล็กกว้าง กำยาว ศอกนั้นคงไม่ใช่เหล็กธรรมดา คงเป็นลูกระเบิดขนาดใหญ่นั่นเอง" แก้วแหวนเงินทองนั้นใครๆ ก็อยากได้ด้วยกันทุกคน ถ้ามันมีมากขนาดเท่าภูเขาเลากา และมันเกิดประเทศใด ประเทศนั้นก็ต้องตกเป็นจุดยุทธศาสตร์ขนาดล้างโลก และนั่นก็เป็นวันตัดสินโลก(Doomsday) ได้มาถึงแล้วโดยไม่มีปัญหา

พระศรีอาริย์ นารายณ์ปราบสงครามล้างโลก

พอถึงวันคำรบ ซึ่งเป็นวันรุ่งสางสว่างแจ้ง ฝูงมนุษย์ที่เหลือจากความตายด้วยภัยสงครามก็พากันร้องไห้ระงมถมทึก แทบว่าจะไม่เป็นเสียงมนุษย์ เพราะจะมองไปทางใดก็พบแต่ซากศพของคนตาย เช่น ลูกตายพลัดพ่อแม ่พ่อแม่พลัดลูก ผัวตายเมีย เมียตายพลัดผัว ญาติมิตรที่ต้องตายพลัดตายพรากจากกัน เหลือที่จะนับคณา เพราะวันตัดสินโลกได้ผ่านไปแล้ว พร้อมกับมนุษย์ที่ชั่วร้าย คงเหลือแต่มวลมนุษย์ที่เชื่อในคำสั่งสอนของพระศาสนา ซึ่งมีเมตตาภาวนาเพื่ออยู่สืบโลกและศาสนาต่อไป

ในวันที่รุ่งแจ้งซึ่งความมืดได้ฉุดกระชากลากพาเอาวิญญาณร้ายผ่านพ้นไปแล้วนั้น กองทัพอากาศของพระศรีอาริย์บรมจักร พร้อมด้วยเทพเจ้าบนสวรรค์ก็เคลื่อนขบวนเวชยันตรถทิพย์เลื่อนลอยไปโดยทางนภากาสเวหา เพลงสวรรค์ซึ่งคนธรรพ์ทั้งหลายอันมีปัณจสิกขคนธรรพเทพบุตรเป็นหัวหน้า ก็ดีดสีตีเป่าสะท้านหวั่นไหวไปพร้อมกับกองทัพนั้นด้วย ฝูงเทพเจ้าทั้งหลายก็โปรยข้าวตอกดอกไม้ทิพย์เกลื่อนกลาดไปทั่วแผ่นดินที่ผ่านไป ครั้นแล้วกองทัพพระศรีอาริย์ก็หยุดลอยอยู่เหนือดอยสุวรรณคีรี ซึ่งกองทัพมนุษย์กำลังพิฆาตฆ่าฟันกันตายเหมือนใบไม้ร่วง เมื่อกองทัพเหล่านั้นได้ยินเสียงอึกทึกโกลาหลอยู่เบื้องนภากาศ และร้อนรุ่มกลุ้มใจไปด้วยไฟพิษ ซึ่งหมู่มวลนาคราชได้พ่นออกจากปากเป็นประกายอยู่ทั่วไป ทางเบื้องซ้ายก็กัมปนาทหวาดหวั่นไหวด้วยแสงอาวุธของมวลยักษ์ ตะบองใหญ่เท่าลำตาลก็กวัดแกว่งเป็นเปลวไฟ ทหารที่ทนได้ก็ทนไป ที่ทนไม่ได้ก็สลบล้มลงไป ด้วยความร้อนสุดที่จะทนทาน อิทธิฤทธิ์ของทหารผีกระทำปาฏิหาริย์อยู่ครู่เดียว ทหารมนุษย์ก็กลิ้งทูต ระเนระนาดตามกันลงไป ร่างกายสั่นเทาเหมือนผีสิงสิ้นหมดทั้งกองทัพ พลันก็มีเสียงคำรามลั่นลงมาจากฟากฟ้าแทบว่าแก้วหูจะแตกตาย

อะโห! มาริสสา- มาริสสาดูก่อนทะแกล้วทหารผู้ใจบาปหยาบช้าทั้งหลาย!พวกสูจะมารบราฆ่าฟันกันตายด้วยเหตุผลกลใดขุมทรัพย์อันใหญ่หลวงที่เกิดขึ้นนี้ หาใช่เป็นสมบัติของพวกสูทั้งหลายหรือผู้ใดไม่ดอก! หากเป็นสมบัติของพระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์ในรถนี้ ซึ่งจะมาดำรงตำแหน่งบรมจักรอันประเสริฐ เพื่อจรรโลงโลกไปสู่สันติสุขและสันติภาพอันเที่ยงแท้! เลิก- เลิกรบกัน !เลิกรบกันเว้ย!! ประเดี๋ยวตายโหงหมดเอ้า! ไม่เชื่อก็ลองไปดู!!" พระอิศวรผู้เป็นเจ้าได้สำแดงเสียงอยู่บนศรีษะทหารมนุษย์ อย่างเอาเป็นเอาตาย แล้วเปล่งสิงหนาทสืบต่อไปว่า

“ วันตัดสินโลกได้เริ่มมาถึง วันแล้ว(อาจเป็น 7 อาทิตย์แล้ว)วันนี้เป็นวันคำรบ 8 ( อาจเป็นอาทิตย์ที่ 8 ) โลกสว่างแล้ว! สงครามครั้งสุดท้ายได้เสร็จสิ้นไปแล้ว คนบาปทั้งหลายได้ถูกความมืดกลืนกินไปหมดแล้ว นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ตูข้าจะสร้างอาณาจักรสัมมาทิฏฐิให้พวกสูทั้งหลายอยู่ดีกินดีกันทั่วไป

พระอิศวรเจ้าฟ้าตะคอกขู่จู่โจมเสียงนั้นสะท้านเหมือนฟ้าผ่า ได้ยินตลอดไปทั่วทั้งกองทัพแม้พวกจอมทัพจอมขุนศึกทั้งหลายก็พากันตกใจ เหมือนหัวจะแตกลงในยามนั้น พญาลายตีนเป็นกงจักร พญาแขนสั้นยาว พญาลิ้นกาฬฯลฯ ต่างก็พากันส่งสัญญาณให้กองทัพของตนถอนกลับไปสู่บ้านเมืองสิ้นด้วยกัน ครั้นแล้วพระอิศวรเป็นเจ้าก็บันดาลฝนห่าใหญ่ตกลงมาถึง วัน คืน ท่วมท้นซากศพเหล่านั้น ลอยไปลงทะเลจนหมดสิ้น คงเหลือแต่พื้นดินป็นปรกติ อนึ่ง ก็เป็นธรรมดาสงครามที่ล้างโลก จะต้องบังเกิดมรสุมทำลายความชั่วช้าเลวทรามของมนุษย์ที่กระทำขึ้น แล้วฝูงมนุษย์ก็จะต้องเป็นทายาทรับกรรมนั้นๆ หาใช่ผู้ใดหรือพระเจ้าองค์ใดมากระทำขึ้นให้ไม่ ก็เมื่อมนุษย์พากันฝ่าฝืนคำสอน พระเจ้าหาใช่ทาสของมนุษย์ดังที่บางคนเข้าใจกัน

พระศรีอาริย์ห้ามทัพตะวันออกเฉียงใต้ตำนานพุกามทำนายว่าเมื่อปรากฏแล้วพระอาริย์ธรรมิกราช พร้อมด้วยพระอิศวรเจ้าจะเสด็จไปห้ามทัพตะวันออกถึง ครั้ง ไปโดยทางฟ้าและกองทัพฟ้าของเทวดาเป็นหมู่รี้พล

ลักษณะพระศรีอาริย์

ผู้มีบุญนั้นเป็นคนหลายเชื้อชาติ เกิดในปีขาล บ้านเกิดอยู่ปลายหล้าน้ำ ที่เกิดมีเรือน๓หลัง ทางตะวันออกมีลำคลอง ทางตะวันตกมีภูเขารูปร่างคล้ายครกกระเดื่อง บิดามารดาเป็นชาวนาและช่างทอหูก เมื่อเริ่มเติบใหญ่ได้ศึกษาศิลปวิทยาการต่างๆแล้ว บัดนั้นไปก็บวชๆสึกๆอยู่๗หน เคยบวชเป็นฤาษีชีป่า

เมื่อบวชอยู่เพื่อนนักบวชก็รุมชัง เมื่อสึกออกมาเป็นฆราวาส ฆราวาสก็รุมชัง สมณะชีพราหมณ์ตลอดจนฝูงท้าวพระยาที่มีใจหนาแน่นไปด้วยบาปต่างก็ไม่คบค้าสมาคมด้วย อยู่ที่ไหนไม่มั่นพลันหนีเพราะมีศีลธรรมและความประพฤติผิดกับคนทั้งหลาย จึงคบค้าสมาคมกับคนที่มีใจบาปหยาบช้าไม่ได้นาน

เมื่อเป็นทารกนอนดั่งลิงลม เมื่อบวชเรียนอยู่นอนดั่งนกกาน้ำ เมื่อสึกออกมาเป็นฆราวาสแล้วนอนดั่งพญาช้างสาร และเมื่อปรากฏเป็นพระเจ้าบรมจักรธรรมิกราชแล้ว นอนดั่งพญาสีหะ

ตำหนิรูปพรรณสัณฐานนั้น รูปร่างลักษณะท่าทางเหมือนดังครุฑ จมูกดังยักษ์ ใบหน้าดังครุฑ มีฟันเหมือนฟันม้า ตัวกลม ตาลึก ท้องใหญ่เล็กน้อย อกเต็ม ไหล่ขด มือและเท้ายาว นิ้วมือเบื้องซ้ายกิ่วคอดเป็นแผลเป็นหนึ่งแห่ง ที่ไหล่ซ้ายมีขนยาวหนึ่งเส้น ฝ่าเท้าเบื้องขวามีปานแดง บนศีรษะมีแผลเป็นลักษณะไม่สูงไม่ต่ำไม่ดำไม่ขาว สีผิวเนื้อขาวเหลือง ยามเจรจามีเสียงแลบออกจากไรฟัน พูดจามั่นเที่ยงไม่กลับกลอก กระแสเสียงแจ่มใสไพเราะและก้องกังวาน

เมื่อบวชอยู่ในเพศบรรพชิตนั้นมักมีรัศมีพุ่งออกจากศีรษะเสมอ และมักมีดวงแสงสว่างขนาดลูกมะพร้าวบ้าง ส้มบ้าง เป็นท่อเป็นลำยาวบ้าง ปรากฏแก่สายตาประชาชนอยู่ไม่ขาด นอกจากนั้นก็มักมีเสียงดนตรีและฆ้องกลองประหลาดที่ไม่เห็นผู้บรรเลงปรากฏอยู่ครึ้มเครือ

มีปัญญาดุจมโหสถ มีความเพียรดุจมหาชนก มีสัจจะดั่งวิธุรบัณฑิต มีขันติดุจขันติวาทีดาบส มีความกล้าหาญดุจสุรยักษ์ มีใจเบาและรวดเร็วดังลิงลม มีไมตรี รักคนใจบุญและสัตย์ซื่อ เมตตากรุณาต่อคนทุกข์ไร้อนาถา ไม่ถือตัวไม่ถือชั้นวรรณะ แก่กล้าด้วยศีลและทานจนตกทุกข์ได้ยาก 
เมื่อเริ่มจะปรากฏเป็นที่พึ่งแก่โลกนั้นจึงได้นามสมัญญาอีกอย่างว่า “ทลิททกธรรมิกราชา” คือ พระราชาผู้เข็ญใจไร้ทรัพย์ 

บางตำนานกล่าวว่า ท่านจะปรากฏเป็นที่พึ่งแก่โลก เมื่อมีอายุได้๔๙ปี  บางตำนานว่า๕๕ แต่กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวว่า น่าจะเมื่อท่านมีอายุได้ ๕๒ปี.

นอกจากที่กล่าวแล้วนั้น ในตำนานยังมีกล่าวถึงพิธีมุรธาภิเษกพระศรีอารย์ขึ้นเป็นพระราชาของเมืองใหม่ ซึ่ง จะจัดกันขึ้นที่จอมดอยฮด(ดอยรดน้ำมุรธาภิเษก) ในเขตเชียงใหม่  ซึ่ง หมู่เทวดาเป็นผู้จัดพิธีขึ้น

ในหนังสือพระศรีอารย์ ของ ส.พลายน้อย  กล่าวว่า พระศรีอารย์จะได้ม้าแก้วจากดอยดินแดง ในเขตเมืองฝาง. (ซึ่งก็ไม่ทราบว่า เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ผู้เฒ่าผมขาวหนวดยาว ขี่ม้าขาวนั้นด้วยหรือเปล่า)

อันนี้เขียนขึ้นจากที่ทรงจำได้  ส่วนเรื่องราวที่ยกขึ้นมาประกอบนี้ เห็นจากที่เขาเขียนกันในกระทู้ต่างๆในบางเว็บ จึงได้ก๊อปมาใช้อ้างอิงไว้ ให้ได้อ่านด้วยกัน

(หาอ่านเพิ่มเติมได้จาก หนังสือพระศรีอาริย์เจ้าโลก โดยรหัสยญาณ สำนักพิมพ์ลานอโศกเพรสกรุ๊ป โรงพิมพ์สหธรรมิก)

จากตำนานพระศรีอารย์นี้ ทำให้ข้าพเจ้าจินตนาการถึงเมืองกุสาวดีได้มากยิ่งขึ้น โดยการนำคำบรรยายเมืองใหม่ของจากทั้งสองเรื่องราวมาผสมผสานกัน แล้วก็เขียนขึ้นมาเป็นผังเมืองกุสาวดีราชธานี แบบลูกผสม.

 
 
....................................................................................................... 
 






ตอนนี้เรื่องทฤษฎีโลกแตกปี 2012 กำลังฮิต เรื่องหนึ่งที่ชอบเอามาอ้างกันก็คือ การสิ้นสุดของปฏิทินชาวมายาที่ทำไว้จนถึงแค่ปี 2012

หลายๆคนที่ไม่เห็นด้วย ก็แสดงความเห็นสนุกๆโดยขาดความเข้าใจ เช่น สงสัยว่าช่างจะขี้เกียจทำ หรือหินมันหมดพอดี

ซึ่งความเห็นชนิดนี้มันไม่ได้ไปคลายข้อสงสัยหรือข้อกังวลของคนที่อยากจะเชื่อสักเท่าไหร่

ก็เลยขอนำเสนอข้อมูลในอีกแง่มุมหนึ่งครับ

ปฏิทินของอารยธรรมอเมริกากลางหรือที่เรียกกันว่าปฏิทินชาวมายาสามารถสืบย้อนไปได้ถึงประมาณ 2300 ปีก่อคริสตกาล

ลักษณะของปฏิทินประกอบด้วยวงรอบภายในวงรอบซ้อนกันหลายชั้น เชื่อกันว่าจุดมุ่งหมายหลักๆของปฏิทินในยุคแรกน่าจะใช้ในการทำนายทายทัก วันดี วันร้าย มากกว่าใช้เพื่อบอกวัน เวลา

ตั้งแต่ 2300 ก่อนคริสตกาลเป็นต้นมา ชาวมายาใช้ระบบ 260 วัน
ปฏิทินในยุคนี้ใช้ระบบที่เรียกว่าโซลคิน (Tzolkin) ซึ่งเป็นระบบที่ผสมระหว่างตัวเลขและชื่อวัน

เลขวัน 13 เลข เมื่อประกอบกับชื่อวัน 20 ชื่อจะได้เป็นวงรอบที่ประกอบด้วย 260 วัน

ชื่อวันทั้ง 20 ชื่อ


วิธีการใช้งาน ก็คือเรียกทั้งเลขวันและชื่อวันเรียงกันไปอย่างอิสระ
เช่น 1-imix, 2-ik, 3-Akbal เรียงกันไปเช่นเดียวกับที่เราเรียก 1-อาทิตย์ 2-จันทร์ 3-อังคาร

ถ้าเขียนเป็นปฏิทินหมุน ก็จะได้แบบนี้


แต่เนื่องจากจำนวนวันในหนึ่งปีมีมากกว่า 260 วัน ปฏิทินที่มีวันเพียงแค่ 260 วันจึงใช้อะไรไม่ได้มากกว่าการทำนายทายทัก วันดี วันไม่ดี

หลังจาก 1492 ปีก่อนคริสตกาล ชาวมายาใช้ปฏิทินอีกระบบหนึ่งที่สอดคล้องกับฤดูกาลมากกว่า คือปฏิทินระบบ ฮาบ (Haab) โดยที่หนึ่งวงรอบจะมี 360 วัน
ถึงแม้ว่าวันในปฏิทินระบบฮาบ จะใช้เลขวัน-ชื่อเดือนคล้ายกับปฏิทินระบบโซลคินแต่จะใช้วิธีนับแตกต่างกัน

คือในระบบฮาบจะประกอบด้วยเลขวัน 20 เลข และชื่อเดือน 18 ชื่อ 
แต่เนื่องจากหนึ่งปีมีประมาณ 365 วัน ชาวโอเมค (Olmec) จึงเพิ่มเดือนพิเศษอีกหนึ่งเดือนที่มีวันเพียงแค่ 5 วัน โดยถือเป็นช่วงวันสิ้นปี 
ชื่อเดือน 19 ชื่อมีดังนี้



วิธีการนับวันจะนับเลขเรียงกันไป พอถึงเลข 18 ก็ขึ้นเดือนใหม่
เช่นเดียวกับการที่เรานับ 29-พ.ค. 30-พ.ค. 31-พ.ค. 1-มิ.ย.

อย่างไรก็ดี เนื่องจากระบบโซลคินถูกใช้มานานเป็นพันปี จึงมีความจำเป็นต้องใช้ต่อไปในโดยใช้เป็นหลักทำนายทายทัก 
เมื่อรวมกับระบบฮาบที่ใช้บ่งบอกฤดูกาล ก็อาจเขียนในรูปปฏิทินแบบวงรอบได้ดังรูปนี้



ปฏิทินในระบบโซลคิน-ฮาบนี้จะสามารถใช้ได้ถึง 13 ปีโดยที่ไม่มีวันที่มีเลข-ชื่อซ้ำกัน

ในปี 747 ก่อนคริสตกาล เผ่าโอลเมคได้กำหนดใช้ปฏิทินแบบนับต่อเนื่องเป็นครั้งแรก โดยใช้ระบบ วัน (Kin) เดือน (Uinal) ปี (Tun) รอบยี่สิบปี (Katun) และรอบสี่ร้อยปี (Baktun) และกำหนดให้วันหนึ่งของปีนั้นเท่ากับ 6.0.0.0.0 (6 Baktun, 0 Katun, 0 Tun, 0 Uinal, 0 Kin) โดยจะตกที่ 11-Ahau 8-Uo

ปฏิทินแบบนับต่อเนื่องนี้จะไม่รวมวันสิ้นปีเข้าไปด้วย 

ถ้าคำนวณย้อนกลับมา วันที่ 0 (เริ่มต้นของปฏิทิน) จะตกในปี 3114 ก่อนคริสตกาล

เมื่อเกิดระบบนับวันต่อเนื่อง ก็มีการผูกเรื่องราวต่างๆในบันทึกเข้ากับระบบนับวันแบบใหม่นี้

ชาวมายาถือว่าเหตุการที่เกิดขึ้นก่อนวันเริ่มยุค (ปี 3114 BC) เป็นเหตุการที่เกิดขึ้นในยุคก่อนหน้านี้ และสิ้นสุดลงในวันที่ 13.0.0.0.0 หรือวันสุดท้ายของยุคที่สองตามตำนานบันทึกการสร้างโลก (Popol vuh) และชาวมายาถือว่าปัจจุบันนี้อยู่ในยุคที่สาม

ชาวมายาถือว่า 1 ยุคมี 13 Baktun คาดว่าเนื่องจากในระบบปฏิทินแบบโซลคิน-ฮาบ จะมีการตั้งชื่อ Baktun ตามวันสุดท้ายของปีก่อนหน้าตามระบบโซลคิน

ดังนั้นใน 1 ยุค จะมี Baktun ที่มีชื่อไม่ซ้ำกันได้เพียงแค่ 13 ชื่อเท่านั้น

เมื่อสิ้นสุด 13 Baktun ... กลุ่มที่ยังคงใช้ปฏิทินแบบนับต่อเนื่องในอเมริกากลางไม่ได้คิดว่าเป็นวันสิ้นสุดของโลก เช่นเดียวกับปี 3114 BC ไม่ใช่เป็นวันสร้างโลก แต่เป็นวันที่ขึ้นยุคใหม่

สำหรับผู้ที่ศึกษาอารยธรรมมายา ก็กำลังตกลงกันว่าหลังจาก หมดหน่วย Baktun แล้ว จะนับวันต่ออย่างไร อาจจะขึ้นปฏิทินใหม่แล้วเพิ่มหน่วย Piktun อีกหนึ่งหน่วยเป็น 1.0.0.0.0.0

ถ้าใช้หน่วย Piktun หมดแล้ว ก็ยังมีหน่วยรองรับอีกคือ Kalabtun, Kinchiltun และ Alautun

อย่างไรก็ดีสิ่งที่ผู้ศึกษาอารยธรรมมายา ต้องตกลงกันก็คือ จะให้หน่วย Baktun หมดเมื่อครบ 13 หรือ 20 ดี เพราะในหลักฐานบันทึกก็มีใช้ทั้งสองแบบ 

ทำไมต้องเชื่อปฏิทินของชาวเผ่ามายัน
เป็นที่ยอมรับว่าปฏิทินของชาวมายันมีความเที่ยงตรงอย่างมาก เที่ยงตรงกว่าปฏิทินระบบที่เราใช้กันในสากลมากมาย เพราะชาวมายันทำปฏิทินจากระบบดวงดาว โดยปฏิทินนี้ไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอะไรเลยถึง 380,000 ปี (ในขณะที่ปฎิทินที่เราใช้ต้องมี Leap Year ทุกๆ 4 ปีเป็นต้น)
จะเกิดอะไรขึ้นในวันนั้น
คำถามนี้เป็นปัญหาโลกแตก (literally speaking) จริงๆ เพราะนอกจากจะเกี่ยวกับเรื่องวันสิ้นโลกแล้ว ยังเป็นคำถามที่ไม่มีใครให้คำตอบที่แน่นอนได้ มีเพียงการคาดเดา การผูกโยงข้อมูลต่างๆ เพื่อทำนายถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันสิ้นโลก (ดู21 December 2012, Articles you need to read.) เหตุการณ์ที่คาดเดากันว่าจะเกิดและเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องมีทั้งเรื่องของ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติบนดวงอาทิตย์ที่จะเกิดผลกระทบยิ่งใหญ่กับระบบสุริยะจักรวาลและโลกของเรา ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นจนถึงวันที่ 21 ธันวา 2012 การเปลี่ยนขั้วของขั้วโลกเหนือใต้ ฯลฯ
แล้วชาวมายันทำนายไว้ว่าอย่างไร
ชาวมายันไม่ได้เขียนชัดเจนว่า วันที่ 21 ธันวา 2012 จะเป็นวันสิ้นสุดของโลก มีผู้คนจำนวนมากเชื่อว่า มันคือวันที่โลกจะเปลี่ยนแปลงจากยุคหนึ่งเป็นอีกยุคหนึ่ง และเรามีหน้าที่ที่จะต้องเตรียมรับมือกับวันนั้นให้ได้ เพื่อความอยู่รอดจากการเปลี่ยนแปลง และหลังจากวันนั้น โลกของเราจะมีสันติสุขอย่างแท้จริง
ปฏิทินของชาวมายันโดยคร่าว
จากปฏิทินของชาวมายัน เรากำลังอยู่ในช่วงปลายของ 1 วันแห่งระบบจักรวาล หรือ End of a Galactic Day ซึ่งระยะเวลา 1 วัน แห่งระบบจักรวาลนั้นยาวนานถึง 25,625 ปี และแบ่งได้เป็น 5 ช่วง ช่วงละ 5,125 ปี และขณะนี้เราอยู่ในช่วงปลายของช่วงที่ 5 แล้ว 
ชาวมายันบอกว่า นับจากปี 1999 เราจะมีเวลา 13 ปีที่จะปรับเปลี่ยนทัศนคติและจิตสำนึกของการอยู่บนโลกใบนี้เพื่อที่จะรอดจากการทำลายล้าง และในขณะเดียวกัน ก็ก้าวสู่เส้นทางที่จิตสำนึกใหม่ปูให้กับการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ตามศาสตร์ของชาวมายัน ทุกๆ 5,125 ปี ดวงอาทิตย์จะเกิดปรากฏการณ์บางอย่างที่สัมพันธ์กับศูนย์กลางทางช้างเผือกอันกว้างใหญ่ และจากปรากฏการณ์นั้นเอง ดวงอาทิตย์จะได้รับ “ประกายไฟ” (Spark of light) ซึ่งทำให้ดวงอาทิตย์ส่องแสงและส่งผ่านความร้อนรุนแรงมากขึ้น อย่างที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “Solar Flares” และยังทำให้ขั้วแม่เหล็กของดวงอาทิตย์เปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลต่อมายังโลก เกิดการสับเปลี่ยนขั้วโลก และทำให้เกิดหายนะทางธรรมชาติตามมามากมาย ปรากฏการณ์เหล่านี้ ชาวมายันเชื่อว่าเป็นเพียงกระบวนการทางธรรมชาติกระบวนการหนึ่งที่จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างสม่ำเสมอ เปรียบเหมือนการหายใจของคน และจะไม่มีทางเปลี่ยนแปลงหรือหยุดไป เหตุการณ์เหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว 4 ครั้ง (4 รอบแรกของปรากฏการณ์จากดวงอาทิตย์) และจะเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 5 เมื่อครบ 5,125 ปี ซึ่งก็คือวันที่ 21 ธันวาคม 2012 นั่นเอง
ทฤษฎีนี้คิดค้นขึ้นโดยชนเผ่ามายัน วันดังกล่าวถือเป็นวันสิ้นสุดปฏิทินลอง เคาต์ (Long Count) หรือ ปฏิทินลำดับที่ 3 ของชาวมายัน โดยปฏิทินลอง เคาต์ เล่มล่าสุดนั้น เริ่มต้นในปี 3114 ก่อนคริสตกาล และจะดำเนินต่อเนื่องเป็น 13 รอบบักตุน (baktun) กินเวลาทั้งสิ้นราว 5,126 ปี บวกลบออกมาแล้วก็ตรงกับปี 2012 พอดิบพอดี


การเริ่มต้นของ 13 รอบบักตุน เรียกได้อีกอย่างว่า “อาทิตย์ดวงที่ 5” ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวจะเวียนมาบรรจบเพื่อก่อกำเนิดดวงอาทิตย์ครบ 5 ดวง ในวันที่ 21 ธ.ค. 2012 โดยคำทำนายระบุเอาไว้ว่า ในวันนั้นโลกจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬาร ไล่เรียงตั้งแต่ภัยธรรมชาติที่จะทำลายทุกสิ่งไปจนถึงสงครามอภิมหาโลกาวินาศจนไม่มีมนุษย์คนใดมีชีวิตรอด ซึ่งอย่างหลังนี้อาจเชื่อมโยงได้กับทฤษฎีสงครามโลกครั้งที่ 3 ของนอสตราดามุส โหราจารย์ชื่อก้อง


สถานการณ์น่าระทึกในวันอวสานโลกข้างต้นตามจินตนาการของ อง โคลด โคเวน นักเขียนหนังสือแนวอภิปรัชญาชาวฝรั่งเศส บรรยายว่า ให้นึกถึงภาพตัวเองอยู่ในสถานีรถไฟอันแออัดตอนเช้า แล้วทันใดนั้นก็เกิดเหตุโกลาหลครั้งใหญ่ทั้งธรรมชาติแปรปรวนและระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบควบคุมการทำงานของเครื่องจักรเครื่องยนต์ต่างๆ ขัดข้อง จนเป็นเหตุให้ขบวนรถไฟในชานชาลาพากันวิ่งออกไปคนละทิศ คนละทาง คล้ายกับซี่วงล้อเกวียน


ในสถานการณ์อันเลวร้ายเช่นนั้นยังกดดันให้คุณจำเป็นต้องเลือกขึ้นรถไฟสักขบวน อย่างน้อยก็ยังรอดจากการโดนรถไฟทับตาย แต่น่าเสียดายเหลือเกินที่คุณไม่มีทางรู้เลยว่า รถไฟขบวนที่หลับหูหลับตาขึ้นไปนั้นจะพาคุณไปไหน?


น่าแปลกที่นอกจาก 212012 จะเป็นวันสุดท้ายของปฏิทินชนเผ่ามายันแล้ว ยังมีข้อมูลทางดาราศาสตร์ที่ระบุไว้ว่า จะเกิดพลังงานลึกลับที่จะเปลี่ยนแปลงโลกไปตลอดกาล โดยในเวลาที่ดวงอาทิตย์อยู่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรมากที่สุดในช่วง ฤดูหนาวของปี 2012 นั้น ดวงอาทิตย์จะอยู่ในระนาบเดียวกับใจกลางของทางช้างเผือกเป็นครั้งแรกในรอบ 2.6 หมื่นปี ซึ่งหมายความว่า พลังงานทุกประเภทจากใจกลางของทางช้างเผือกจะถาโถมและเกิดการปะทะกับพลังงานทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็นของโลกในวันที่ 21 ธ.ค. 2012 เวลา 23.11 น. (11.11 pm ตามเวลาสากล)


สมมติว่า มีมนุษย์เหลือรอดบนโลก ก็ไม่อาจรู้ว่าจะจำตัวเองได้หรือไม่ เนื่องจากพลังงานทั้งหลาย แหล่งข้างต้นจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ ดีเอ็นเอ นำมาซึ่งการกลายพันธุ์ หรือสรุปคร่าวๆ ได้ว่า ถึงตอนนั้นโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง คนที่รอดต้องดิ้นรนสร้างสิ่งต่างๆ นับจากศูนย์


นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลทางธรณีวิทยาที่ชี้ว่า ปี 2012 คือปีที่ซูเปอร์โวลคาโน หรือภูเขาไฟใต้น้ำครบกำหนดเวลา 7.4 หมื่นปีที่จะทำลายหรือระเบิดตัวเอง โดยสัญญาณเตือนภัยครั้งล่าสุด คือ โศกนาฏกรรมคลื่นยักษ์สึนามิเมื่อปี 2004 ที่บอกให้ชาวโลกรู้ว่า โครงสร้างพื้นผิวโลกได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และการระเบิดของซูเปอร์โวลคาโนอาจไม่ใกล้ไม่ไกลบริเวณที่เคยเกิดสึนามิมาก่อน


และเป็นที่น่าสังเกตว่า ระยะหลังมานี้ เกิดเหตุแผ่นดินไหว ดินถล่ม และน้ำในแม่น้ำหรือทะเลสาบเหือดแห้งบ่อยครั้งทั่วโลก เป็นไปได้ที่ส่วนหนึ่งเกิดจากภาวะโลกร้อน แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกันว่าโครงสร้างของพื้นผิวโลกกำลังขยับและเปลี่ยนแปลงตัวเองโดยที่มนุษย์ไม่รู้ตัว



1.ทางวิทยาศาสตร์ NASA ออกมาบอกว่าสนามแม่เหล็กโลกจะเกิดการเปลี่ยนแปลง
2.ทางโหราศาสตร์ บ่งบอกว่าจะเกิดการเรียงตัวกันของ โลก กาแล็คซี่ทางช้างเผือก และดวงอาทิตย์
3.ทางโบราณคดี ชาวมายามีปฏิทินถึงเพียงแค่ปี 2012 และระบุวันจุดจบของโลกไว้
4.ทางการทำนาย นอสตราดามุสได้ทำนายไว้กับราศีตีความแล้วสอดคล้องกับทางโหราศาสตร์
5.ทาง UFO ผู้ที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวได้อ้างว่ามนุษย์ต่างดาวได้บอกเค้า(แล้วแต่ความเชื่อ)
6.ทางความคิดผมเอง ศาสนาพุทธและคริส ได้ระบุวันจุดจบไว้แล้วในปี พุทธศักราชและคริสศักราช
คำทำนายเรื่องวันสิ้นโลกนี้ มาจากวันในปฏิทินของชาวเผ่ามายัน (ชาวเผ่าโบราณที่อาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาตอนกลาง) ซึ่งจะสิ้นสุดลงในวันที่ 21 ธันวาคม ปีคศ. 2012 
ไม่ว่าจะทางใด ดูจากหลาย ๆ ทางแล้วชี้ไปในปีเดียวกัน ความเชื่อมั่นกับสิ่งที่จะเกิดในปี 2012 นั้นน่าจะมีอะไรเกิดการเปลี่ยนแปลงแน่ ๆ แต่ที่แน่ ๆ ในปัจจุบันผมมั่นใจว่ามันน่าจะเริ่มเกิดขึ้นแล้ว โดยสังเกตุจากผลกระทบจากภัยธรรมชาตินี่เอง เมื่อกลับมามองดูปี 2012 ก็เลยมานั่งพิจรณาดูเล่น ๆ (การนับเลขฐานสิบจะนับศูนย์ถึงเก้า) ถ้าเราตัดเลขสองออกก็จะได้เลขนับ 0->1->2 เมื่อมาดูเป็นปี พ.ศ. มันเป็นปี 2555 (เลยสวยมาก) ถ้าเราตัดเลขสองออกเช่นกัน จะได้เลข 5 เรียงตัวกัน 3 ตัวผมขอโยงไปเรื่องโหราศาตร์ที่จะมี โลก กาแล็คซี่ และดวงอาทิตย์ ที่จะเกิดการเรียงตัวกัน ผลลัพธ์นั้นคงบอกไม่ได้ อาจเกิดผลกระทบรุนแรงต่อโลกหรืออาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยก็ได้ เพราะสิ่งที่เราไม่รู้นั้นยังมีอีกมากมายทั้งในอวกาศและจักรวาล




คำทำนาย

- ช่วงเวลาการเปลี่ยนแปลง (ฟื้นฟู) การฟื้นฟูธรรมชาติน่าจะใช้เวลาประมาณสอง-สามปี 2009-2012 เข้าสู่ new world อย่างเป็นทางการ 21 ธันวาคม 2012 คล้ายๆเป็นวันสถาปนาชาติทำนองนั้น






สิ่งที่เขามองจากปัจจุบันจนถึงวัน the Winter Solstice of 2012 (วันที่สั้นที่สุดในฤดูหนาวของปี 2555)

การเกิดฤดูหนาวนิวเคลียร์จนแทบไม่มีกลางวัน มีแต่ความมืดมิดหนาวเหน็บ


The daykeepers ผู้เรียนรู้เกี่ยวกับปฏิทินระบุวันสำคัญของปี One Reed, Ce Acatal ซึ่งเป็นวันที่บรรพบุรุษคนสำคัญที่ได้รับพยากรณ์จะกลับมา มาเหมือนผีเสื้อบิน


เหตุการณ์ที่ พระเมสิอาห์ หรือพระศรีอาริย์ หรือท่านผู้อยู่ในตำนานของทุกอารยะธรรมจะ ปรากฏสู่โลกด้วยการเหาะ มาปรากฏ ด้วยความอัศจรรย์


Harmonic Convergence (การรวมกันเป็นหนึ่งอย่างสอดคล้องกัน) คนเป็นล้านได้ใช้โอกาสนี้เพื่อสร้างพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ สวดมนต์เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคใหม่ (The world of the 5TH Sun) ให้เป็นไปอย่างราบรื่น


เริ่มมีการสื่อสารกับจิตวิญญานบริสุทธิ์ และมีการทำสมาธิหมู่ หรือการทำอภิจิตในหลายศาสนาและหลายแห่งทั่วโลก อันเป็นการรวมพลังงานอันบริสุทธิ์ปลุกจิตวิญญานภายในให้ตื่นขึ้น


ขณะที่เราผ่านช่วงเวลาที่เปลี่ยน จะมีการทำลายล้างอย่างกว้างขวาง ความสับสน อลหม่านทางสังคม สงคราม ตลอดจนการเปลี่ยนแปลง กายภาพของโลกทั้งหมดนี้ Mr. Barrios บอกว่าได้ถูกมองเห็นผ่านคณิตศาสตร์ รูปแบบเกลียวที่ดูเข้าใจง่าย จากปฏิทินมายัน


ยุคสมัยแห่งภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้น นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโลก ให้เป็นยุคใหม่


The Daykeepers ชาวมายัน มองว่า วันที่ 21 ธันวาคม 2012 เป็นวันเกิดใหม่ เป็นการเริ่มต้นของ the World of the Fifth Sun เป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ เป็นผลมาจาก- เป็นเครื่องหมายว่า- ดวงอาทิตย์เดินทางผ่านเส้น equator ของ Galaxy และโลกจะปรับทิศทางให้เข้ากับศูนย์กลางของ Galaxy


ดวงอาทิตย์ขึ้นของวันที่ 21 ธันวาคม 2012 เป็นครั้งแรกในรอบ 26,000 ปี ดวงอาทิตย์จะขึ้นเชื่อมกับการทับกันของทางช้างเผือกกับระนาบของ Ecliptic พรรณนาว่าบนท้องฟ้าจะปรากฏดาวเคราะห์ และดวงดาวต่างๆมากมาย ปรากฏการณ์ของจักรวาลครั้งนี้ถือว่าเป็น The Sacred Tree, The Tree of Life


ผู้สังเกตการณ์บางท่านกล่าวว่า การที่ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งเดียวกับ Galaxy ในปี 2012 จะเปิดช่องทางหนึ่งสำหรับพลังงานจักรภพที่จะไหลผ่านโลก ล้างโลกให้สะอาด รวมทั้งล้างสิ่งที่อาศัยอยู่ ยกทั้งหมดสู่ภาวะที่สูงขึ้น ขั้นตอนเหล่านี้ได้เกิดขึ้นแล้ว


สำหรับเรื่องนี้ วิทยาการปัจจุบันเข้าใจการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ แต่ที่จริงระบบ สุริยจักรวาลของเรามีการโคจรรอบๆ กาแลกซี่อีกด้วย ซึ่งวัฏฏะจักรยาวนานเป็นรอบพันๆปีและมี วงโคจรใหญ่ของกาแล๊กซี่ไปรอบมหาจักรวาลอีก การย้ายตำแหน่งนี้ก่อให้เกิดมหายุค เช่นเดียวกับ การหมุนรอบตัวเองของโลกทำให้เกิดวัน การโคจรรอบดวงอาทิตย์ทำให้เกิดปี ส่วนการโคจรของระบบสุริยะนี้ทำให้เกิดมหายุค


ถ้าคนบนโลกอยู่ถึงปี 2012 โดยยังมีสภาพปกติ ปราศจากการถูกทำลาย Mr. Barrios กล่าวว่า เราจะเข้าสู่ภาวะใหม่ ที่สูงขึ้น แต่เพื่อไปถึง ณ จุดนั้นได้ เราต้องเปลี่ยนด้วยแรงที่มีพลังมหาศาลเพื่อที่จะป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่พึงปรารถนานั้น 







วันที่ระบุในปฏิทิน - เป็นวันที่สั้นที่สุดในฤดูหนาวปี 2012 – ไม่ได้บอกวันสุดท้ายของโลก คนที่อื่นจำนวนมากเขียนเกี่ยวกับปฏิทินมายัน อย่างตื่นเต้น หวั่นไหวกับวันนี้ แต่เขาไม่รู้ว่ามีคนที่รู้คือ ชาวพื้นเมืองสูงอายุ ซึ่งเชื่อมั่นในความเชื่อที่ว่า มนุษย์จะดำเนินอยู่ต่อไป แต่ในทางที่แตกต่าง โครงสร้างทางวัตถุจะเปลี่ยน จากนี้ไป เราจะมีโอกาสที่เป็นมนุษย์มากขึ้น”



มีผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงทั้งสนามแม่เหล็กโลก ประตูมิติ ผู้อยู่รอดได้ต้องเป็นผู้มีจิตใจที่บริสุทธิ์ วันที่ 21 ธค. 2012 ไม่ใช่วันสิ้นโลก แต่เป็นวันที่เริ่มเข้าสู่ยุคใหม่ ที่มนุษย์มีจิตใจที่เปลี่ยนแปลงไปสู่จิตสำนึกร่วม ที่เข้าสู่ยุคของจิตนิยม ละทิ้งวิถีแห่งทุนนิยมที่นำพาไปสู่หายนะ


เรากำลังอยู่ในยุคที่มีความสำคัญที่สุดของปฏิทินมายันและพยากรณ์ คำทำนายของโลกทั้งหมด ทุกความเชื่อ กำลังรวมกันเป็นหนึ่ง ไม่มีเวลาสำหรับสงครามเย็น จิตวิญญาณในอุดมคติเกิดขึ้นแล้ว

คำทำนายของทุกอารยะธรรมชี้ชัดในทิศทางเดียวกัน และได้กล่าวถึงจิตวิญญานในอุดมคติ (จิตที่เต็มไปด้วยเมตตาต่อทุกดวงจิตทั่วอนันต์จักรวาล)

ดวงจิตที่มีพลังมหาศาลจำนวนมาก ได้เกิดขึ้นใหม่อีกครั้งในยุคนี้ กับพลังจำนวนมาก นี่คือความจริงทั้ง 2 ด้าน ทั้งด้านมืดและสว่าง การเปลี่ยนที่จะมาถึง ยุ่งยากหรือง่ายขึ้นกับจิตใจผู้คน 

พลังอำนาจของพลังจิตหรืออภิญญาปรากฏขึ้น จำนวนมาก มีทั้งที่เป็นด้านมืดและด้านสว่าง สัมมาทิษฐิและมิจฉาทิษฐิ ขึ้นอยู่กับจิตใจของคนผู้นั้น

The elder ได้ให้ข้อความที่ตรง ง่ายๆ เขาเรียกร้องเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ชาติ ให้รวมกันเพื่อสนับสนุนชีวิตและความสว่าง ขณะนี้ แต่ละคน แต่ละกลุ่มกำลังทำงานของตนThe elder กล่าวว่า มีความหวังถ้าผู้คนของฝ่ายสว่างรวมตัวกันเป็นหนึ่งปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน

ทางรอดของมวลมนุษยชาติ ก็คือ การรวบรวมผู้คนที่มีจิตใจดีงามเสียสละ (เป็นน้ำใจพระโพธิสัตว์) มารวมใจกันให้เป็นหนึ่งเดียวกันให้ได้

Mr. Barrios อธิบายว่า
เราอาศัยในโลกที่มี2 ขั้ว กลางวันและกลางคืน ผู้ชายและผู้หญิง ด้านบวกและลบ สว่างและมืด ต่างพึ่งพาซึ่งกันและกันมีความสมดุล ปัจจุบันด้านมืดมีความแข็งแรงกว่า เป็นที่ชัดเจนว่าเขาต้องการอะไร มีมุมมองอะไร ต้องการอะไรก่อนหลังและจัดองค์กรเป็นอย่างไร เขาได้ทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เราสามารถเชื่อมต่อกับ the spiral Fifth World in 2012

ด้านสว่าง ทุกคนคิดว่า พวกเขาสำคัญมากที่สุด ซึ่งความเข้าใจของเขา กลุ่มของเขาคือกุญแจ มีความหลากหลายของวัฒนธรรมและความเห็น มีการแข่งขัน การกระจาย ขาดความเป็นหนึ่ง

ขออธิบายแบบตรงไปตรงมา ฝ่ายมืดตอนนี้มีกำลังมากกว่าเนื่องจาก เขามีเป้าหมายชัดเจน มีการจัดแผนการมายาวนานตั้งแต่สมัยบาบิโลน มีองค์กรที่แผ่อิทธิพลไปทั่วโลก แถมยังมี บางดวงดาวให้เทคโนโลยี่ในการทำลายล้างอีก

ส่วนฝ่ายสว่าง มีจุดอ่อนที่สำคัญก็คือ ต่างคนต่างคิดว่าตัวเองสำคัญ ตัวเองเก่ง แข่งกันเก่งเป็นมานะทิษฐิ ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างสร้างบารมี งานและเป้าหมายจึงกระจายตัวออกไป ไม่โฟกัส ดังนั้นหากจะกำจัดจุดอ่อนนี้ให้ได้ ทุกคนต้องรวมจิตเป็นหนึ่ง มุ่งเน้นที่เป้าหมายและ ผลประสิทธิผลและประสิทธิภาพของงานหรือภาระกิจเป็นสำคัญ เมื่อใจรวมกันเป็นหนึ่งเดียว พลังก็จะเพิ่มขึ้น

Mr. Barrios มองเห็นว่า ด้านมืดทำงานเพื่อจะป้องกันการรวมกัน ผ่านการไม่ยอมรับและวัตถุนิยมมันได้ผลที่จะทำลายด้านสว่างซึ่งกำลังทำงานเพื่อสภาวะที่สูงขึ้น ด้านมืดจะชอบรูปแบบเก่า วัตถุนิยม ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องการการรวมกัน ต้องการสภาวะแบบเดิม กลัวสภาวะที่สูงกว่า

พลังด้านมืดของ The lace w:st "on"Fourth Worldlace ไม่สามารถถูกทำลาย หรือมีอิทธิพลเหนือกว่า มันแข็งแรงกว่า นั้นคือยุทธวิธีที่ผิด ด้านมืดสามารถเปลี่ยนเมื่อเผชิญกับหัวใจที่เปิด อย่างง่ายๆ นี่คือสิ่งที่นำไปสู่การรวมกัน นี่คือกุญแจสู่ the World of the Fifth Sun

ด้านมืดพยายามสร้างความแตกแยก ไม่ให้เกิดการรวมตัวกัน ใช้วัตถุนิยมเข้าล่อ แต่ด้ามืดก็กลัวสภาวะธรรมที่สูงกว่า และมิจฉาทิษฐิก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อพบกับจิตใจที่เปิดออก (เมตตาอัปปันนาณญาณ) และเมตตาอัปปันนาณญาณนี้เองคือกุญแจ หรือบัตรผ่านไปสู่ความอยู่รอดในยุคอารยะสมัยใหม่ (รวมทั้งใช้ผ่านประตูมิติ เมืองลับแล ยานแม่) 

เราจำเป็นต้องแสดง ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เลือกคนที่เป็นตัวแทนซึ่งเข้าใจและจะแสดงทางให้เห็นถึงความเคารพต่อแผ่นดิน การนั่งสมาธิคือสิ่งที่ดี แต่ต้องทำด้วยการเรียนเทคนิคการหายใจที่ดี ซึ่งคุณสามารถควบคุมการหายใจได้

กล่าวถึง อานาปานสติ ไปจนถึงลมสบาย ที่ตอนนี้พัฒนาวิธีการฝึกให้ง่ายที่สุดแล้ว

ไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สวดเพื่อสันติภาพ เคารพต่อแผ่นดินที่ให้อาหาร เสื้อผ้า เราต้องกระตุ้นพลังของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ นี่คืองานของเรา

สำหรับชาวพุทธเราเองและที่พระท่านได้สั่งมา ก็คือให้ทุกคนไปกราบนมัสการพระธาตุและปฏิบัติบูชาด้วยการทำสมาธิในระดับสูงสุดที่เราทำได้เพื่อเป็นการช่วยกระตุ้นพลังงาน เป็นการช่วยคอนเฟิร์มว่านี่คือสิ่งสำคัญ(ดูในกระทู้ งานพระธาตุของพวกเราชาวเว็บพลังจิต)

ในที่สุดส่งผลให้มีการตาย 2 ใน 3 ของมนุษย์ชาติ ถ้าเราตื่น เราสามารถเปลี่ยนระบบดวงดาว The elder เฝ้าดูสิ่งที่จะเกิดขึ้น

ในกรณีที่ร้ายที่สุด เราจะอยู่รอดเหลือ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด และหากเราตระหนักรู้ช่วยกันทำความดี ทำสมาธิ อธิฐานจิต (ทั่วโลก) วงโคจรจะเบี่ยงเบน กรรมเบี่ยงเบน ให้รอดเพิ่มขึ้นบ้าง มีภูมิปัญญาระดับสูงที่เฝ้าดู การผ่านยุคสมัยของพวกเราชาวโลกอยู่

นี่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์ เพื่อโลกแต่ละคนมีความสำคัญ ถ้าคุณเป็นมนุษย์ในยุคนี้ คุณต้องมีจิตที่จะทำงานเพื่อรักษาสมดุล The planet เป้าหมายของชาวมายันเป็นเดียวกับเป้าหมายของโลก ปัญญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอยู่ในสิ่งที่ง่ายๆ

สรุปแล้วมนุษย์ทุกคนมีหน้าที่ ที่จะต้องรักษาสมดุลของโลกใบนี้ ธรรมมะคือสิ่งที่เรียบง่ายงดงาม พรหมวิหารสี่ การให้อภัยทาน การแบ่งปัน การเสียสละ จิตใจที่ดีงาม เป็นสิ่งที่ทำได้อย่างง่ายๆ เป็นปกติ เป็นธรรมดา และ สิ่งนี้ไม่ต้องแสวงหาจากภายนอก เพราะสิ่งนี้มีอยู่แล้วในดวงใจของทุกๆคน เพียงแต่เราต้องค้นหามันด้วยตนเองเท่านั้น


ที่มา :www.thaistep.com/
..............................................................................................
 
 
ขอนำเสนอเพียงเท่านี้ก่อนนะครับ (แค่นี้ก็อ่านไม่ไหวแล้ว ที่จริงมีอีกเยอะมาก)
ผมแค่รวบรวมมาไม่ได้มีส่วนร่วมใดๆในเนื่อหา
และไม่ได้ดัดแปลงใดๆ หากมีข้อสงสัยให้เข้าไปถามจากเว็บที่มานะครับ 
 
โดยส่วนตัวผมเชื่อครับ เพราะได้รับการยืนยันหลายที่ หลายศาสนา หลายผู้คน
เป็นปรากฏการณ์ที่แปลกมากๆ หากไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงๆคงไม่บังเอิญทำนายตรงกันแบบนี้ 
 
หากต้องการเนื้อหาอะไรเพื่มบอกได้นะครับ แนะนำติชมได้เต็มที่ 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

ขอบคุณครับ

ข้อมูลเยอะเอาการนะครับ

โดยส่วนตัวผมไม่เชื่ออ่ะครับ (โกรธไหมเนี่ย)

แต่ก็ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆนะครับ ^^

#1 By คุณครูลิ้ม on 2010-02-08 15:04

หลักฐานเยอะมาก อ่านมาได้สักพักก็ต้องขอลา

เท่าที่เคยได้ยินมาเห็นว่าศาสนาพุทธมีอายุ 5000 ปี
หลังจากนั้นจะเกิดศาสดาองค์ใหม่ พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาองค์ที่ 28 แล้ว

#2 By Critical Zeed on 2010-02-08 15:23

ถูกเหมือนกัน....

แต่ถูกบางส่วน

ต้องเห็นใจที่พยายามรวบรวมซะขนาดนี้

พระศรีอารย์ไม่เห็นท่านว่าอย่างนี้เลย......

#3 By เฮ้อ....อ.....อ (118.173.237.101) on 2010-09-21 11:30

Excellent & remarkable post!
I have been visiting various blogs for my term papers writing research. I have found your blog to be quite useful. Keep updating your blog with valuable information....... Regards

#4 By term papers writing (182.178.115.79) on 2010-10-05 18:58

เชื่อค่ะ เพราะแม่ของเราก็เป็นคนทรงเหมือนกัน แม่ของเรา

ได้บอกเรื่องนี้กับเราไว้ตั้งแต่ปี 2549 แล้วล่ะค่ะ แม่เราให้คำ

แนะนำว่า ให้ท่องคาถาชินบัญชรทุกวันและหมั่นทำความดีค่ะ

^__^

#5 By Mamatea (101.108.185.93) on 2011-11-06 21:02